kop-soft

2008/Jan/19

จากคอลัมน์ friday and a KOPpuccino ( www.liverpool.in.th)


- ราฟา สู้เว้ย!!! -

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมกลับมามีชีวิตชีวากับการทำงานมากขึ้นอย่างเหลือเชื่อ

                มันเป็น "พลัง" ที่ห่างหายจากตัวไปนานจนแทบจะลืมความรู้สึกแบบนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ 
               
ที่ผ่านมาต้องยอมรับครับว่าโดยส่วนตัวอ่อนล้าจากการทำงานหนักในเรื่องของปริมาณ แต่ไม่ใช่หนักในเรื่องของคุณภาพ เพราะเมื่อปริมาณงานเพิ่มขึ้น "กำลัง" ที่จะส่งไปยังงานแต่ละชิ้นก็ต้องถูกกระจายกันออกไป
               
บางครั้งจึงมีบ้างที่งานเขียนจะแสดงให้เห็นว่าผมเองเริ่มอ่อนแรง และทำได้เพียงแค่ประคับประคองตัวเองให้รอดไปในวันนั้นก่อน
               
แต่คิดว่าคงไม่ใช่สำหรับคอลัมน์ในวันนี้แน่ - แม้ว่าผมตั้งใจจะใช้เวลาแค่ครึ่งเดียวของหนึ่งชั่วโมงในการทำก็ตาม
               
เพราะสิ่งที่คิด สิ่งที่อยากเขียนมีอยู่เต็มไปหมด
               
กับสิ่งที่เกิดขึ้นในทีมลิเวอร์พูล ที่ "ฉากหน้า" กำลังปลาบปลื้มกับชัยชนะเหนือลูตัน และการลงสนามนัดที่ 500 ของเจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่ได้ขึ้นชั้นเป็น "ตำนาน" ของสโมสรที่แท้จริงอีกคน
               
แต่ "หลังฉาก" เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย และความขัดแย้งชนิดที่คนภายนอกอาจคาดไม่ถึง

                เรื่องราวความขัดแย้งภายในสโมสรนั้นที่จริงก็เป็นที่ระแคะระคายกันมาระยะหนึ่งแล้ว
               
สัญญาณอันตรายที่เด่นชัดที่สุดคือการระเบิดศึกระหว่างราฟา เบนิเตซ กับสองเจ้าของสโมสรชาวอเมริกัน เมื่อเดือน พ.ย. ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนคงจะรับรู้กันพอสมควรในฉากหน้า
               
แต่ความจริงแล้วมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นศัตรูกับเอล บอส อย่างชัดเจน ซึ่งถ้าหากติดตามงานเขียนของผมมาโดยตลอด จะสังเกตว่าผมเน้นชื่อของ "ทอม ฮิคส์" มากกว่า "จอร์จ จิลเล็ตต์"
               
ครับ - โธมัส โอ ฮิคส์ เจ้าของทีมฮอคกี้น้ำแข็ง ดัลลัส สตาร์ส ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นคนที่มีอำนาจเหนือจิลเล็ตต์ เพื่อนนักธุรกิจเจ้าของทีมฮอคกี้ แคนาเดี้ยน มอนทรีอัล - คือคนที่เป็นศัตรูที่แท้จริงของราฟา
               
และความขัดแย้งระหว่างทั้งสองก็กำลังทำลายลิเวอร์พูลอย่างช้าๆด้วย
               
จากความขัดแย้งครั้งแรกในเดือน พ.ย. ที่เหมือนทุกอย่างจะสงบหลังจบเกมกับแมนฯ ยูไนเต็ดแล้วทั้งสองฝ่ายยืนยันว่า "เคลียร์" กันเรียบร้อยแล้วนั้น
               
คล้อยหลังแค่ไม่กี่วันก็มีการเปิดเผยบทสัมภาษณ์ของฮิคส์ ที่ให้สัมภาษณ์ต่อนิตยสาร Sports Illustrated ในทำนองตำหนิราฟาที่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
               
และล่าสุดก็อย่างที่ทราบกันครับว่าฮิคส์ ยอมรับว่าเคยทำการทาบทามเจอร์เก้น คลินส์มันน์ มาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่จริง ในนโยบาย "Insurance Policy" หรือพูดง่ายๆว่าเพื่อรับประกันความปลอดภัยของสโมสร ในกรณีที่เอล บอส จะทิ้งทีมไป
               
เพียงแต่ดูเหมือนว่าระเบิดลูกล่าสุดที่ถูกโยนออกมาจากฝ่ายของฮิคส์ ที่หวังทำลายนายใหญ่ชาวสเปนที่ผลงานไม่เป็นที่น่าประทับใจในช่วงเดือนหลังนี้ ดูเหมือนจะเป็นการระเบิดทำลายตัวเองเสียมากกว่าจะทำลายศัตรู
               
การกระทำดังกล่าวของฮิคส์ - แม้จะพยายามชี้แจงว่าเกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ย. (ซึ่งการให้สัมภาษณ์กับ SI ก็น่าจะเกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวด้วยเช่นกัน) - แต่มันมีคำถามว่าแล้วจะออกมา "พูด" ทำไม?
               
สำหรับนักบริหารระดับนี้แล้ว การขยับตัวออกมาพูดแต่ละครั้งนั้นย่อมมี "นัย"
               
"นัย" นั้นไม่ต้องเดาให้มากความครับ - ฮิคส์ก็แค่ต้องการส่งสัญญาณเตือนราฟาว่า "ระวังตัวให้ดี" ก็เท่านั้น
               
เพียงแต่การกระทำดังกล่าวกลับเป็นผลเสีย เพราะมันเป็นการกระทำที่ "ทราม" (ผมเลือกคำนี้มาใช้ด้วยความจงใจ) ในสายตาของคนในวงการฟุตบอล
               
ทั้งยังเป็นเรื่องที่ผิดต่อ "วิถี" แห่งลิเวอร์พูลอีกด้วย
               
ตัวตนของลิเวอร์พูล ที่ถูกนับถือว่าเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของความสำเร็จ แต่เป็น "เรื่องราว" มากมายที่คนมากมายได้ร่วมกันร้อยเรียงขึ้นเป็นผ้าสีแดงหนึ่งผืนใหญ่
               
และหนึ่งในเรื่องที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือการ "ให้เกียรติ" กันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายผู้จัดการทีม ที่จะไม่มีการ "ไล่ออก" หรือ "ปลด" กลางอากาศให้เห็น ไม่ว่าผู้จัดการทีมคนนั้นจะทำผิดพลาดหรือทำผลงานได้น่าผิดหวังเพียงไหนก็ตาม
               
แม้จะต้องอำลาทีมด้วยความเจ็บปวด แต่เชราร์ อุลลิเยร์ ก็ยังได้รับเกียรติให้มาแถลงข่าวเพื่อกล่าวคำ "ล่ำลา" ต่อทุกคนอย่างสมเกียรติ และกุนซือเมืองน้ำหอมก็ยังกล่าว "ขอบคุณ" ต่อทุกคนด้วยในวันสุดท้ายที่แอนฟิลด์
               
นี่คือวิถีทางที่น่ายกย่อง ที่เป็นดังสมบัติล้ำค่าของสโมสรที่ไม่สมควรจะถูก "คนนอก" เข้ามาทำลายด้วยความคิดชั่ววูบ
               
น่าเศร้าสำหรับทอม ฮิคส์ ที่เขาเลือกทำผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยที่สุด ..

                ภาพการประท้วงอย่างรุนแรงด้วยถ้อยคำบนป้ายผ้า (Banner) ของเดอะ ค็อป ที่ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน S.O.S ไปยังกลุ่มทุนดูไบ รวมถึงแบนเนอร์อีกหลายผืนที่แสดงข้อความ "ประท้วง" การกระทำของสองเจ้าของชาวอเมริกัน (แน่นอนโดยเฉพาะ ฮิคส์)
               
และแม้เกมกับลูตัน จะเป็นคืนสุดพิเศษสำหรับเจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่มีการตั้งแถวขบวนเกียรติยศ (Guard of Honour) เพื่อเป็นเกียรติให้แก่กองหลังสายเลือดแท้ๆของชาวสเกาเซอร์ที่อยู่รับใช้สโมสรมากว่า 500 นัด
               
แต่เสียงที่ดังที่สุดของวันนั้นถูกเปล่งออกมาเพื่อผู้จัดการทีมที่ชื่อ Ra-Fa 
               
ตรงนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ผลงานของทีมจะไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่ทุกคนก็พร้อมที่จะให้การปกป้องแก่เอล บอส อย่างสุดความสามารถจะทำได้ เพื่อไม่ให้ราฟาต้องเผชิญกับการแทรกแซงที่อยู่นอกเหนือวิถีแห่งลิเวอร์พูล
               
วิถีที่คนอย่างทอม ฮิคส์ ไม่มีวันจะเข้าใจได้!
               
ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ มีรายงานข่าวหรือบทความของสื่อมวลชนออกมามากมายครับจากคอลัมนิสต์ ทั้งที่เป็นค็อปไพท์แท้ๆ หรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเจ้าของทีมดัลลัส สตาร์ส
               
และเรื่องที่ทุกคนกำลัง "หวัง" ให้เกิดขึ้นจริงก็คือการเข้ามาซื้อหุ้นของกลุ่มทุนจากดูไบ ในนาม DIC - ดูไบ อินเตอร์เนชันแนล แคปิตอล ที่มีข่าวว่าพร้อมจะเข้ามายึดกิจการต่อ
               
โดยมีข่าวระดับ Exclusive จากโทนี่ บาร์เร็ตต์ นักข่าวมือหนึ่งของลิเวอร์พูล เอ็คโค่ ที่อ้างแหล่งข่าวระดับสูงของ DIC ว่ามีการเจรจากันอยู่และมีการตกลงกันในเบื้องต้นแล้ว โดยที่ทาง DIC กำลังอยู่ในระหว่างการรอยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการให้
               
แต่รายงานล่าสุดที่ออกมานั้น ฮิคส์ ที่ดึงจิลเล็ตต์มาอ้างด้วยก็ได้ปฏิเสธไปว่าไม่เป็นความจริง
               
อย่างไรก็ตาม - มีอยู่ 2 เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ครับเพราะมันจะเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญ
               
เรื่องแรกที่จะส่งผลอย่างชัดเจนคือเรื่องของการขอกู้เงินของฮิคศ์ และจิลเล็ตต์ ที่พยายามหาเงินกู้จำนวนกว่า 350 ล้านปอนด์เพื่อที่จะนำมาใช้ลงทุนสร้างสนามใหม่
               
แต่ความจริงวัตถุประสงค์ของการกู้เงินครั้งนี้คือการกู้หนี้ใหม่มาล้างหนี้เก่าที่ตัวเองไปกู้เงินมาเพื่อเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อปีกลาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ "ผิดคำพูด" ที่เคยให้ไว้ว่าจะไม่ทำการโยนหนี้มาให้สโมสรเหมือนที่มัลคอล์ม เกลเซอร์ ทำกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
               
เรื่องนี้ได้รับการต่อต้านอย่างสุดตัวจากบอร์ดบริหารที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว และทำให้เกิดความพยายามจะดึง DIC ที่มีความมั่นคงทางการเงินมากกว่าเนื่องจากมีแบ็กอัพอย่างเชค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล-มัคตูม เจ้าผู้ครองนครดูไบที่รวยติดอันดับต้นๆของโลก เข้ามากอบกู้สโมสรแทน
               
แต่จุดที่เป็นปัญหานั้นคือขณะนี้ได้เกิด "วิกฤติ" ทางการเงินทั่วโลกขึ้นทำให้ธนาคารไม่สามารถจะปล่อยกู้เงินจำนวนมหาศาลระดับนี้ได้โดยง่าย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเมกะโปรเจ็คต์ที่ฮิคส์และจิลเล็ตต์ "รับปาก" เอาไว้ว่าจะสานต่อให้เสร็จอย่างการสร้างสนามแห่งใหม่
               
"นิว แอนฟิลด์" ค้างเติ่งอยู่ในขณะนี้เพราะกำลังรอเงินกู้ก้อนนี้อยู่
               
ถ้าได้เงินกู้มา สนามแห่งใหม่ก็จะถูกเนรมิตรขึ้นอย่างเลิศหรูอลังการ ตามแบบแปลนใหม่ที่หลายคนคงจะเคยได้เห็นกันมาแล้ว
               
แต่ถ้าไม่ - มันก็จะนำไปสู่การเทคโอเวอร์อีกครั้งของลิเวอร์พูล ในระยะเวลาที่ห่างกันไม่ถึงปี โดยที่ฝ่ายฮิคส์และจิลเล็ตต์ ก็จะได้กำไรเหนาะๆไปราว 50 ล้านปอนด์
               
ส่วนเรื่องที่ 2 นั้น มีรายงานว่าจิลเล็ตต์ และริค แพร์รี่ ซีอีโอสโมสร "ไม่พอใจ" การกระทำของฮิคส์ ที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากวุ่นวายในขณะนี้ และคิดที่จะ "ขับ" ให้พ้นไปจากการลงทุนครั้งนี้ โดยหวังจะให้หุ้นเปลี่ยนไปอยู่ในมือของ DIC แทน
               
ซึ่งความจริงทั้งสองก็เคยเกือบปล่อยหุ้นจำนวน 15% ให้กับทาง DIC อยู่แล้ว เพียงจิลเล็ตต์และฮิคส์ ระบุ "ตัวเลข" ที่สูงจนมากเกินไปมาก เนื่องจากได้รวมมูลค่าของการเทคโอเวอร์และตัวเลขค่าก่อสร้างสนามใหม่เข้าไปด้วยกัน ทำให้ลิเวอร์พูล ได้รับการประเมินว่ามีมูลค่าสูงถึงกว่า 1 พันล้านปอนด์
               
ตรงนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น "หลังฉาก" ในแอนฟิลด์ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้และไม่เคยคิดถึงมาก่อนว่ามันจะวุ่นวายขนาดนี้
               
จากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมเองเริ่ม "เห็นใจ" ราฟา เบนิเตซ มากขึ้น ที่ต้องทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของเจ้าของสโมสรที่ไม่ให้การสนับสนุนมากขนาดนี้ (แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะชอบใจกับผลงานในระยะหลัง)
               
และอีกเรื่องที่ผมอยากย้ำกับคุณทุกคนก่อนจะจากกันไป เพราะครบครึ่งชั่วโมงแล้ว
               
ณ วันเวลานี้ มันเริ่มชัดเจนแล้วว่าลิเวอร์พูล ตกอยู่ในมือของ "คนผิด"
               
ผมเองก็ไม่รู้หรอกครับว่าหากสโมสรไปอยู่ในมือของ DIC มันจะดีขึ้นหรือแย่กว่านี้หรือไม่ แต่จากสถานการณ์ในเวลานี้แล้ว

                ไม่อยากเห็นอะไรมากไปกว่าการเดินจากไปอย่างเดียวดายของทอม ฮิคส์ (รวมถึงจอร์จ จิลเล็ตต์ด้วย) ครับ ..



ลูกแม่กิ่ง
View full profile