football-mum-pan

2008/Apr/23

จากคอลัมน์ ฟุตบอลมุมป้าน
หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ (24 เม.ย.2551)

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวก่อนจะลงเล่นในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีกรอบตัดเชือก ราฟา เบนิเตซ พยายามเน้นย้ำอยู่ไม่กี่เรื่องที่เป็น "ประเด็น" ของเกมนี้

       และมีอยู่ 2 เรื่องที่เอล บอสเน้นมากกว่าเพื่อน
      
หนึ่งคือเกมกับเชลซีนัดนี้จะไม่แตกต่างไปจากการพบกัน 4 ครั้งก่อนหน้านี้ในรอบตัดเชือกยุคที่โจเซ่ มูรินโญ่ยังคงเป็นจอมอหังการอยู่ข้างสนาม
      
นั่นคือรูปเกมที่ปิดโอกาสในเกมมีค่อนข้างน้อย เพราะทั้งสองทีมจะไม่ว่าจะลิเวอร์พูลหรือเชลซีจะเล่นกันอย่างรัดกุม
      
แต่ความจริงสิ่งที่เห็นและปรากฎนั้นก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ราฟาว่าไว้เสียทีเดียว เพราะตลอด 90 นาทีในแอนฟิลด์เกมค่อนข้างสนุก มีช่วงที่ผลัดกันรุกผลัดกันรับด้วยชั้นเชิงที่ทันกัน และที่แตกต่างจากไปคำทำนายของราฟาก็คือ "โอกาส" ในการทำประตูมีกันพอสมควร
      
นับเฉพาะของเฟร์นันโด ตอร์เรสก็ 2-3 ครั้งเข้าไปแล้วที่ควรจะมีสกอร์ แต่ก็โชคร้ายที่เป็นวัน "หลุด" ของเอล นินโญ่พอดี
      
อย่างไรก็ดีราฟา ทำนายได้แม่นในเรื่องของ "รายละเอียดเล็กน้อย" ที่จะเป็นเครื่องตัดสินเกม
      
น่าเศร้าที่รายละเอียดเล็กน้อยนั้นไม่ใช่ประตูของเดิร์ค เคาท์ ที่ได้จากความขยันส่วนตัวล้วนๆ เพราะที่มาที่ไปของประตูนี้นั้นมันไม่ควรจะมีแม้แต่โอกาสลุ้นด้วยซ้ำ
      
แต่เป็นการก้มโหม่งเข้าประตูตัวเองแบบโชคร้ายสุดๆของยอห์น อาร์เน่ ริเซ่ ที่กลายเป็น "จำเลย" ไปในเกมนี้
      
ขณะที่เทพีแห่งโชคคือตัวร้ายของจริงในเรื่องนี้
      
ร้ายเพราะทำท่าเหมือนจะยิ้มหวานให้ลิเวอร์พูล แต่กลับไปแสยะยิ้มให้กับเชลซีในช่วงวินาทีสุดท้ายก่อนระเบิดหัวเราะดังก้ากให้กับความน่าสมเพชของสาวกเดอะ ค็อปในแอนฟิลด์

       ในความยากที่จะเข้าใจว่าเหตุใดริเซ่ จึงก้มโหม่งลูกนั้น - ความจริงถ้าทำความเข้าใจจริงๆมันก็เข้าใจได้ครับ
      
ต้องชมซาโลมอน คาลู ไพ่ใบเด็ดที่อัฟรัม แกรนต์ ทิ้งลงมาและกลายเป็นตัวพลิกเกมโดยสามารถใช้ความเร็วเป็นอาวุธเจาะเกมรับของลิเวอร์พูลที่ประสบความสำเร็จกับโซนเพรสมาตลอด 60 นาทีแรก ซึ่งคาลูทำได้ดีในจังหวะการเปิดบอลเข้ากลางประตูในวินาทีสุดท้ายของเกม
      
ที่ต้องชมก็คือไม่ได้สักแต่ว่าเปิด แต่เป็นการเปิดแบบมีความหวังกับการโยนลูกมาในระยะ "กั๊ก" ที่ยากต่อการตัดสินใจของกองหลังว่าจะเอาอย่างไรกับบอลแบบนี้ดีเพราะลูกเปิดมาในระดับกึ่งศรีษะกึ่งหน้าอก แถมมาเข้าทางเหลี่ยมเท้าขวาด้วย
      
หากจังหวะนั้นเป็นเจมี่ คาร์ราเกอร์ หรือมาร์ติน สเคอร์เทลยืนอยู่ก็คงจะใช้เท้าขวาเคลียร์บอลทิ้งออกไปได้อย่างหวุดหวิดฉิวเฉียด
      
โชคร้ายที่ตรงนั้นเป็นริเซ่ กองหลังซึ่งเท้าขวามีไว้แค่ยืนเป็นหลักปักฐานอีกทั้งยังขาดการตัดสินใจที่รอบคอบ และคิดแค่จะโหม่งบอลสกัดออกไปให้พ้นอันตรายเท่านั้น เพราะจะเตะเท้าขวาก็ไม่มั่นใจและมุมมัน "บังคับ" ให้โหม่งตามสัญชาติญาณ
      
เห็นใจริเซ่นะครับลูกนี้ แต่ผิดก็คือผิดจริงๆ และจบเกมนี้ราฟากับเพื่อนๆคงต้องหาวิธีปลอบใจแบ็กตีนโหดกันยกใหญ่เพราะยังต้องทำหน้าที่สำคัญในช่วงที่เหลือของฤดูกาล เพราะแบ็กซ้ายเบอร์หนึ่งที่กำลังมาดีๆอย่างฟาบิโอ ออเรลิโอ มาได้รับบาดเจ็บไปอีกครั้ง ซึ่งดูแล้วก็มีแววจะหนักหนาอยู่
      
อย่างไรก็ดีความผิดของริเซ่นั้นเป็นความผิดแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะเป็นผู้ทำให้เกิด "ผล"
      
ขณะที่ "เหตุ" มันเริ่มตั้งแต่ลูกเตะมุมช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่เจอร์ราร์ด ฮึกเหิมจะเอาประตูที่สองให้ได้จึงเตะเปิดเข้ามาและเกือบได้ผลด้วย เสียดายที่ตอร์เรส ยังไม่สามารถส่งบอลผ่านมือปีเตอร์ เช็กได้เหมือนนัดที่ 2 ของฤดูกาลได้
      
จังหวะนี้ถ้าเจอร์ราร์ดใจเย็น เลือกเล่นเคาะบอลสั้นๆตรงมุมธงก็อาจจะถ่วงเวลาได้อีกหลายวินาที และเพื่อนก็มีเวลากลับไปตั้งรับได้ทันท่วงที
      
ผิดอีกจังหวะก็คือในจังหวะต่อมาซึ่งเป็นการทุ่มบอลริมเส้น ทำไมถึงยอมปล่อยให้คาลู เอาบอลลงแล้วมีเวลาพลิกตัวเปิดบอลขนาดนั้น?
      
ความจริงมุมของคาลูนั้นเป็นมุมอับแล้วและลิเวอร์พูลก็ไม่น่าจะมีปัญหากับการปิดมุมแล้วรุมแย่งเอาบอลมาไม่ใช่หรือ?
      
นี่คือรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในเกมที่ราฟาได้ตระหนักด้วยตัวเองอีกครั้ง
      
ไม่นับลูกที่ทั้งเกือบเสียจุดโทษจากคาร์ราเกอร์ และลูกที่ควรจะได้จุดโทษกับแฮนด์บอลของมิชาเอล บัลลัค ที่ก็ถือเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในเกมด้วยเช่นกัน
      
ผลการเสมอ 1-1 ในนัดแรกที่แอนฟิลด์นี้ถือเป็นยาโด๊ปอย่างดีให้กับขวัญและกำลังใจของเชลซี ที่สามารถก้าวผ่านกำแพงจิตใจที่ไม่เคยชนะลิเวอร์พูลในแชมเปี้ยนส์ ลีกได้ครึ่งนึง
      
อีกครึ่งนั้นอยู่ที่เกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ที่นาทีนี้ก็ต้องยอมรับว่าเชลซีได้เปรียบกับ "อเวย์โกล์" ที่เป็นยอดปรารถนาของบรรดาทีมที่เล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก
      
อย่างไรก็ดี ก็น่าคิดว่าแกรนต์จะเซ็ต "เกมแพลน" ของตัวเองไว้แบบไหนกันแน่?
      
เล่นแบบช่วง 65 นาทีแรกที่แอนฟิลด์เพื่อยันเสมอแบบโนสกอร์แล้วเข้ารอบชิงแบบเจ็บแสบเหมือนที่ลิเวอร์พูลชอบทำ
      
หรือจะเล่นเหมือนในช่วง 25 นาทีสุดท้ายที่สามารถเปิดเกมกดดันจนหงส์แดงปั่นป่วนกระอักกระอ่วนใจ
      
ความจริงมันก็เห็นได้ชัดอยู่นะครับว่ารูปแบบการเข้าทำแบบการโยนยาวให้ดร็อกบา ใช้ความใหญ่โตระโหฐานของร่างกายพักและใช้ทักษะความสามารถเฉพาะตัวเอาบอลมาเล่นต่อเองนั้นแทบไม่ได้ผลเลย
      
เป็นการเซ็ตบอลเร็วตามช่องที่ใช้การทำชิ่งแค่ 2-3-4 จังหวะที่ทำให้เชลซีได้ลุ้นมากกว่าเห็นๆ
      
ครึ่งแรกก็มีจังหวะการทำชิ่งกันบริเวณระยะ 40 หลาก่อนที่แลมพาร์ด จะชิพบอลให้ดร็อกบาหลุดเดี่ยวเข้าไป ถึงสุดท้ายจะโดนคาร์ราเกอร์ตามมาแซะได้แต่ก็เป็นการขู่ที่น่าหวั่น
      
และอีกช่วงที่ได้ผลก็คือหลังคาลูลงมาแทนโจ โคล ซึ่งมีจังหวะเหน่งๆของฟลอร็องต์ มาลูด้า ที่ได้หลุดเข้าไปในเขตโทษแล้วแต่มัวแต่ยึกยัก ช้า และสุดท้ายก็โดนตามมาบล็อกได้ทัน
      
รูปแบบการเข้าทำแบบนี้คือสิ่งที่แกรนต์ควรจะตั้งไว้เป็นพื้นฐานของเกมรุกในเกมที่สองที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ หากต้องการจะ "ขู่" ลิเวอร์พูลไม่ให้กลับมามีความหวังได้
      
เพราะถ้าฝากบอลไว้ที่ดร็อกบาคนเดียว สุดท้ายก็จะโดนเจมี่ คาร์ราเกอร์กับ มาร์ติน สเคอร์เทลรุมกินโต๊ะเหมือนเดิม
      
จบ 90 นาทีที่แอนฟิลด์ การบ้านของราฟา มีไม่มากครับก็คือหาทางเจาะเชลซีให้ได้เร็วที่สุด เหมือนที่อาร์เซนอล เคยทำได้ตั้งแต่ช่วงต้นเกมในรอบ 8 ทีมนัดที่สอง ซึ่งทำให้ทุกอย่างกลับมาเท่าเทียมกันอีกครั้ง
      
จากที่เห็นตลอด 90 นาทีในแอนฟิลด์ ก็พอจะปลอบแฟนๆหงส์ได้ว่าลิเวอร์พูลยังมีโอกาสอยู่เหมือนกัน เพราะจังหวะการเข้าทำถึงจะไม่วูบวาบแต่ก็มีอาวุธหนักแน่นกว่าพอสมควร และยังฝากความหวังกับตอร์เรสได้อยู่เหมือนเดิม
      
ตรงข้ามกับแกรนต์ ที่มีอะไรให้คิดเยอะกว่าที่จะต้องหาทางแก้ลำราฟาให้ได้หลังการดวลแท็คติกส์ในเกมแรกถือว่าแพ้ทั้งคะแนนแพ้ทั้งใจ
      
รอดมาก็เพราะรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ และรอยยิ้มของเทพีแห่งโชคเท่านั้นจริงๆ ..



ลูกแม่กิ่ง
View full profile