จากคอลัมน์ฟุตบอลมุมป้าน
หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ (26 มี.ค.2551)
1.
เข็มนาทีกำลังเดินไปพร้อมกับผมที่กำลังอยู่ในอารมณ์ที่เคยเป็นคำฮิตของหมู่วัยรุ่นไทย เมื่อ 2-3 ปีก่อน (และยังคงฮิตอยู่) กับคำว่า "ชิล"
ชิล ซึ่งมาจากคำว่า Chill-out ซึ่งเป็นแนวดนตรีประเภทหนึ่งที่ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกที่อึดอัดออกมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปละมุนละม่อม
เหมือนการนั่งทำงานอย่างเคร่งเครียดมาทั้งวันแล้วได้นั่งแวะพักบนม้านั่งริมทางในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งติดริมแม่น้ำ
ไม่ต่างจากความรู้สึกปวดหัวกับปัญหาชีวิตที่รุมเร้า แล้วจู่ๆก็มีสายลมมาปะทะใบหน้าในระหว่างที่นั่งรถเมล์โล่งๆบนถนนว่างๆ
สัมผัสจากสายลมอ่อนโยนช่วยให้หัวของเราปลอดโปร่งอีกครั้ง
ที่จริงก็ไม่มีอะไรมากครับ เพียงแค่วันนี้ผมทำงานประจำวันเสร็จค่อนข้างจะเร็วทำให้มี "เวลา" มากพอที่จะทำอะไรที่อยากทำได้อย่างช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบมากเหมือนนักขับเอฟวันที่ต้องเหยียบคันเร่งควบตะบึงเพื่อแข่งกับเวลาเหมือนทุกวัน
วันนี้ผมก็เลยได้นั่งอ่านบทความของนักเขียนฝรั่งอย่างเพลินๆ ในหลากหลายเรื่องและหลากหลายประเด็น
ธีมหลักสำหรับกระแสในช่วงเวลานี้ยังเป็นควันหลงของแกรนด์สแลม ที่มีการเปิดประเด็นปลีกย่อยต่างๆมากมายอันเป็นผลสืบเนื่องจากเกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดและสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในคืนแกรนด์สแลม ซันเดย์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
สำหรับประเด็นเด่นๆคือเรื่องใบแดงของฮาเวียร์ มาสเคราโน่ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่?
หรือเรื่องของความประพฤติของนักฟุตบอลในสนามที่ทางพีเอฟเอ หรือสมาคมนักฟุตบอลอาชีพต้องการให้มีการปกป้องผู้ตัดสินไม่ให้ถูกผู้เล่นคุกคามไปมากกว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะไม่กี่วันก่อนเอฟเอ เพิ่งประกาศแคมเปญ RESPECT ที่อยากให้ผู้เล่นและผู้จัดการทีมเคารพการตัดสินของผู้ตัดสิน
ตลกกว่านั้นคือฝ่ายที่ออกมาเรียกร้องคือพีเอฟเอ ซึ่งเป็นตัวแทนของนักฟุตบอลไม่ใช่ฝ่ายผู้ตัดสิน อย่างหัวหน้าคณะผู้ตัดสินอย่างคีธ แฮคเกตต์
อย่างไรก็ดีเรื่องนี้เป็นเรื่อง "กระจกขุ่น" ครับ
เป็นเรื่องที่มองได้มองได้จากทั้งสองด้าน เพียงแต่มันไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีเพียงภาพคำตอบที่ขุ่นมัว
ภาพจะปรากฏเป็นแบบใดชัดเจนก็ขึ้นอยู่กับ "ทัศนคติ" ของผู้เฝ้ามองเอง
2.
จากภาพความคิดเห็นไม่ลงตัวในกรณีใบแดงของมาสเคราโน่ ผมมาอ่านข่าวพบว่าทีมชาติบราซิล กำลังจะลงสนามพบกับทีมชาติสวีเดนในเกมกระชับมิตรกัน
คู่นี้ไม่ธรรมดานะครับเพราะเป็นถึงอดีตคู่ชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1958 ที่สวีเดนเป็นเจ้าภาพเมื่อ 50 ปีก่อน
ถือว่าเป็นเกมที่มี "วาระ" สำคัญทีเดียว
อย่างน้อยที่สุดนี่คือแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ทำให้ชาวโลกได้รู้จักกับ "ราชาลูกหนัง" เปเล่ และขุนพลทีมชาติบราซิลที่เกรียงไกร
แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือเกมนัดนี้ไม่ได้จัดขึ้นที่เซา เปาโล หรือสต็อกโฮล์ม เพื่อร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อ 50 ปีก่อน แต่กลับมาจัดที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในกรุงลอนดอนที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นแม้แต่น้อย
เหตุผลเดียวที่เกมนัดนี้ได้จัดที่เอมิเรตส์ สเตดี้ยมก็คือมัน "สะดวก" สำหรับทีมชาติบราซิลที่ปัจจุบันทีมชาติเกือบทั้งหมดต่างมาค้าแข้งอยู่ในภูมิภาคยุโรป
เรื่องนี้มองอย่างผิวเผินก็เหมือนจะไม่มีอะไร นอกจากน่าเสียดายที่เป็นการรำลึกเหตุการณ์สำคัญผิดที่ผิดทางเกินไป
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะลึกๆแล้วมันก็สะท้อนถึงมาตรฐานในการตัดสินของฟีฟ่าที่ขาดความเที่ยงตรงและเที่ยงธรรม
เชื่อว่าคุณผู้อ่านยังไม่น่าลืมกรณีแผน "นัดที่ 39" ของพรีเมียร์ลีกที่ต้องการจะนำทั้ง 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีกไปโกยเงิน - หรือพูดให้สวยก็คือไปบุกเบิกตลาดและเข้าถึงกลุ่มแฟนบอลที่กระจายทั่วโลก - ที่สุดท้ายก็กลายเป็น "หมัน" เพราะโดนหลายฝ่ายรุมต่อต้าน โดยเฉพาะจากฟีฟ่า ที่เซปป์ แบลตเตอร์ ยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ยอมให้เกมฟุตบอลลีกภายในจะไปเล่นแข่งขันกันนอกประเทศเด็ดขาด
มันผิดธรรมชาติเกินไป
แต่กับกรณีทีมชาติบราซิล หรืออาร์เจนติน่าซึ่งเป็นชาติในละตินอเมริกา การจัดแข่งนัดกระชับมิตรในยุโรปไม่ว่าจะเป็นที่อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ หรือที่ใดก็ตามกลับได้รับการเห็นชอบและไม่มีการคิดขัดขวาง
หากคิดจะวัดเส้นตรงด้วย "ไม้บรรทัด" อันเดียวกัน บราซิลหรืออาร์เจนติน่า ก็ควรจะลงเล่นในเกมที่บ้านเกิด หรือไม่ก็ไปเยือนคู่แข่งใช่หรือไม่?
ถ้ามองว่าเรื่องข้างต้นผม "คิดมาก" เกินไป ก็อยากให้รับรู้ถึงกรณีอีกเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่ในระดับฟุตบอลละตินอเมริกา เมื่อฟีฟ่า สั่งห้ามไม่ให้แข่งขันในสนามที่อยู่สูงกว่าน้ำทะเล 3,000 เมตร
สนามที่ได้รับผลกระทบเต็มๆก็คือสนามในกรุง ลา ปาซ ของทีมชาติโบลิเวีย สนามเหย้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูงยิ่ง
กรณีดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายออกมาผลักดันเรียกร้องขอให้ฟีฟ่า กลับคำตัดสินเสีย แม้แต่ประธานาธิบดีโบลิเวีย อีโว โมราเลส รวมถึงดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานลูกหนังชาวอาร์เจนไตน์ที่มีปัญหาสุขภาพยังขออาสาลงสนามเล่นกันในกรุงลา ปาซ ให้ดูเป็นขวัญตาว่าเรื่องความสูงของสนามเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
เหล่าชาติสมาชิกใน CONMEBOL หรือสหพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ ยกเว้นบราซิลก็ให้การรับรองสนามในลา ปาซ ด้วยเช่นกัน
เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่เป็น "กระจกขุ่น" ที่ภาพปรากฎเช่นไรก็อยู่กับสายตาและมุมมองของคนที่มอง
เพียงแต่หากห้ามไม่ให้ลงเล่นสนามสูงกว่าน้ำทะเล
แล้วสนามหญ้าเทียมภายใต้สภาพอากาศวิปริตเลวร้ายในรัสเซีย หรือสนามปลักควายภายใต้แสงอาทิตย์ร้อนแรงจนแทบจะเป็นลมในเวียดนามเล่า?
หากหวั่นเกรงว่าภาวะสภาพาอากาศในที่สูงเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ
การลงเล่นใต้แสงแดดหรือหิมะตกมันดีกว่าตรงไหน?
ความจริงคำถามถึงเรื่องค่ากลางหรือ "มาตรฐาน" ในการตัดสินเรื่องราวต่างๆ เป็นเรื่องที่มีมาทุกยุคทุกสมัย
ต่อให้ย้อนกลับไปถึงสมัยยุคหิน มนุษย์ยังออกล่าสัตว์เพื่ออยู่รอด ก็เป็นเรื่องยากที่ความยุติธรรมจะเกิดขึ้น
หากแม้นล่าสัตว์ใหญ่มาได้สักตัว ใครจะได้แบ่งชิ้นส่วนไหนไป ขนาดเท่าใด ชิ้นไหนอร่อยกว่า ก็ยากนักจะควบคุมได้
แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นสัจธรรมคือคนที่มีอำนาจสูงสุด (ไม่ว่าจะได้มาด้วยเหตุผลใดก็ตาม) ก็จะเป็นคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดอยู่ดี
ขณะที่คนสามัญธรรมดานอกจากจะขัดข้องใจกับภาพที่มองได้ไม่ชัดแล้ว ยังต้องระคายเคืองกับ "ฝุ่นผง" ที่ลอยล่องจากกระจกขุ่นมาปะทะเรตินาในนัยน์ตา
เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่น้ำตาจะไหลออกมา แม้ไม่ตั้งใจ ..