2008/Mar/13

จากคอลัมน์ฟุตบอลมุมป้าน
หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ (14 มี.ค.2551)

ท่ามกลางงานประเภทนิทรรศการหรือการจัดแสงมากมายที่มีในกรุงเทพฯ ในรอบเดือนที่ผ่านมาจนเลือกไปไม่ถูก (ซึ่งผมแก้ปัญหาด้วยการไม่ยอมไปมันซักงาน!)

               มีงานหนึ่งที่แปลกและแหวกแนวในความรู้สึกของผม เมื่อมีเพื่อนชักชวนให้ไปหา "งาน" ด้วยกันในมหกรรมจัดหางานแห่งหนึ่งที่จะมีขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์นี้
              
อาจจะด้วยเห็นว่าผมเองตั้งแต่เข้ามาทำงานหนังสือพิมพ์ก็ไม่เคยโยกย้ายเปลี่ยนโต๊ะทำงานไปที่ไหนอีก
              
สำหรับผมระยะเวลา 4 ปีมันเร็วจนน่าใจหาย เผลอไม่นานผมกำลังจะทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ (หรือจะเรียกว่า "นักเล่าเรื่อง" ก็ได้) ด้วยประสบการณ์ที่เทียบเท่ากับการจัดฟุตบอลโลก 1 สมัยแล้ว
              
ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าย่อมมีบ้างตามวิสัยคนทำงานทุกคน แต่ความกระหายในการเขียน ในการพิสูจน์ตัวเองยังมีอยู่ไม่ได้หายไปไหน
              
ขณะที่ในความรู้สึกของเพื่อน ระยะเวลา
4 ปีของผมมันนานเกินไปสำหรับการทำงานหนักและได้เงินตอบแทนที่น้อยเกินกว่าวิชาชีพที่ใช้ทักษะเฉพาะทางแบบนี้ควรจะได้รับ
              
กลายเป็นว่าการงานของผมเป็นเรื่องที่แปลกและค่อนข้างสวนกระแสกับคนทำงานรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่มักจะโยกย้ายถ่ายงานไปเรื่อยด้วยเหตุผลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเรื่องของงานหนัก หัวหน้าโหด หรือเงินน้อยเกินไปต้องการได้เงินเดือนมากกว่านั้น
              
ผมเองก็ตอบไม่ได้ว่าสิ่งที่เพื่อนและคนอีกจำนวนมากเลือก "ความก้าวหน้า" เป็นหลักนั้นถูกหรือผิด
              
รู้แต่ผมเองก็ "พอใจ" กับชีวิตในทุกวันนี้
              
อาจจะทำงานหนัก เข้างานบ่ายกลับรุ่งสาง ไม่มีวันหยุดพิเศษอะไร แต่ก็มีความสุขที่ได้นั่งเปิดเช็คข่าวสาร ค้นคว้าหาข้อมูล นั่งคุยกับพี่ๆน้องๆในกอง ก่อนจะจิ้มแป้นคีย์บอร์ดเพื่อระบายความคิดออกมาเป็นผลงานหนึ่งชิ้นในแต่ละวัน
              
ความสุขคนเราไม่เหมือนกันครับ
              
ผมเลือกที่จะอยู่ของผมแบบนี้ก็เท่านั้น
:)

               อย่างไรก็ดี ความคิดแว่บหนึ่งที่ผมฉุกคิดขึ้นมาหลังได้ยินเพื่อนชักชวนให้ออกไปหางานใหม่เป็นเพื่อน
              
มหกรรมจัดหางานแบบนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าในสังคมที่หลายคนปรามาศว่าเป็นสังคมที่โหดร้าย ข้าวยากหมากแพง บ้านเมืองเต็มไปด้วยความแตกแยกนั้น เรายังมี "โอกาส" ให้กันอยู่เสมองั้นหรือ?
              
หรือเป็นเพียงการจัดงานอย่างฉาบฉวยของออร์แกไนเซอร์ที่หวังกอบโกยกำไรจากส่วนแบ่งที่จะตกลงกับบริษัทห้างร้านต่างๆในกรณีที่ได้ "คนงาน" ตามสเป็คที่ต้องการ
              
เรื่องนี้ทำให้ผมหวนคิดถึงวันที่นั่งช่วยพี่ "บีบิ๊ว" ลูกพี่ของพวกเราชาวคิกออฟ ในการคัดกรองใบสมัครของคนที่ส่งเข้ามานับสิบนับร้อย
              
ใบสมัครเหล่านั้น หลายคนคุณสมบัติดีมาก เรียนจบสูงเกรดยอดเยี่ยม เรียกว่าไปสมัครงานที่ไหนก็น่าจะมีโอกาสได้รับพิจารณาได้สบายๆ
              
ขณะที่บางคนก็เป็นอดีตนักข่าวระดับอาวุโส ประสบการณ์ในการทำงานสูง เรียกว่าอายุอานามน่าจะไล่เลี่ยกับเฮียนอสเลยทีเดียว
              
เพียงแต่ปัจจัยในการพิจารณาคนจะรับเข้างานนั้นมันมีองค์ประกอบในการตัดสินใจมากมายครับ
              
"โอกาส" นั้นความจริงแล้วไม่ได้มีสำหรับทุกคน
              
สุดท้ายก็เป็นเจ้าน้องสองคน "นาฬิกาทราย" และ "ดา ขาเดฟ" ที่ได้รับโอกาสให้เข้ามาช่วยงานในกอง บ.ก.คิกออฟ บนชั้น
7 ตึกสีส้มริมถนนวิภาวดีฯ
              
และทั้งสองก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังครับ ขยันขันแข็งและมีอนาคตที่น่าจับตามองทั้งคู่
              
วันนี้อาจจะยังจับรัศมีได้ไม่ชัด แต่อีก
1-2 ปีผมเชื่อว่าจะได้เห็นอะไรดีๆจากน้องสองคนนี้แน่

               ที่เขียนถึงเรื่องของการ "หางาน" ก็เพราะในอังกฤษ เวลานี้กำลังมีเรื่องมีราวใหญ่โตกัน
              
เป็นการส่งสัญญาณเตือนจากองค์กรอิสระที่เรียกว่า Commission for Racial Equality (CRE) หรือองค์กรเพื่อความเท่าเทียมกันทางเชื้อชาติและผิวสี ได้สะกิดเตือนผู้มีอำนาจในวงการฟุตบอล
              
สัญญาณดังกล่าวแจ้งว่า ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ ในวงการฟุตบอลมีคนทำงานที่เป็นคน "ผิวสี" น้อยเหลือเกิน
              
ไม่นับจำนวนนักฟุตบอลที่พบเห็นกันได้ดาษดื่นในเกือบทุกสโมสร ใน
92 สโมสรของพรีเมียร์ลีกและฟุตบอลลีก (แชมเปี้ยนชิพ,ลีกวัน-ลีกทู) มีผู้จัดการทีมที่เป็นคนผิวสีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น
              
หนึ่งคือ พอล อินซ์ อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษที่เป็นคนผิวสีคนแรก ที่คุมมิลตัน คีย์นส ดอนส์ หรืออดีตสโมสร "จอมโหด" วิมเบิลดัน ที่เคยโด่งดังในอดีต
              
กับอีกหนึ่งก็คือ คีธ อเล็กซานเดอร์ ผู้จัดการทีมแม็คเคิลฟิลด์ ทาวน์
              
ตัวเลขที่น้อยนิดดังกล่าว ยิ่งน้อยลงไปอีกเมื่อมองในตำแหน่งประธานสโมสรที่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคนผิวสี และอีกหนึ่งประธานบริหารหรือซีอีโอที่เป็นคนผิวสี จากจำนวนสโมสรทั้งหมด
92 สโมสร
              
มันเป็นสิ่งที่ถูกจับตามองว่านี่คือการ "เหยียดผิว" ทางอ้อมหรือไม่?
              
อาจจะไม่ใช่การตะโกนด่าทออย่างหยาบคายและทำร้ายจิตใจ แต่ก็ "ปิดกั้น" โอกาสทำมาหากิน กีดกันให้ออกไปจากสังคม
              
เป็นการกระทำที่เลวร้ายไม่แตกต่างกัน
              
ในความคล้ายคลึงก็อาจเหมือนคนไทยโดยเฉพาะคนเมืองที่มักจะมองคนจากต่างจังหวัดโดยเฉพาะจากภาคอีสาน หรือแม้แต่คนต่างชาติอย่างลาว พม่า หรือกัมพูชา ว่าต่ำต้อยกว่าตัวเอง ซึ่งมันเป็น "ความจริง" มานานแล้วและยังเป็นความจริงที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย ฝังรากลึกยากที่จะถอนได้ง่ายๆ
              
กับสังคมฝรั่งเมืองนอก เรื่องพวกนี้ก็เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกกันมาเป็นเวลานับร้อยปีเช่นกัน และเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก
              
เหมือนดังแก้วใสที่เปราะบางและพร้อมจะแตกหักได้อย่างง่ายดาย
              
ความจริงสัญญาณเตือนจาก
CRE ไม่ได้มีแค่เรื่องของคนผิวสีเท่านั้น
              
ยังมีเรื่องของคน "ผิวเหลือง" หรือคนเอเชียด้วย ที่มักจะโดนกีดกันไม่ให้เข้ามาในสังคมตะวันตกได้โดยง่าย
              
ความจริงหากผลงานของทีมชาติไทยดีกว่านี้ ผมจะสามารถยกกรณีหนึ่งที่ใกล้ตัวเรามากก็คือกรณีของ
3 นักเตะทีมชาติไทยที่ไม่ได้รับใบอนุญาตทำงานในอังกฤษเป็นกรณีศึกษาได้
              
เพียงแต่เมื่อทีมชาติของเราผลงานไม่ดีพอและคุณสมบัติไม่ถึงตามเกณฑ์ของทางการอังกฤษ การที่โฮม ออฟฟิศ จะปฏิเสธคำขอเวิร์คเพอร์มิตก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร
              
แต่สำหรับคน "ผิวสี" ที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสในการเข้ามาทำงานในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความสามารถสูงอย่างการเป็นผู้จัดการทีม เรื่องพวกนี้ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
              
และพวกเขาก็คิดว่ามันมีเหตุอันควรให้ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมเพื่อตัวเองบ้าง ไม่ใช่ต้องทนอัดอั้นตันใจอยู่ข้างเดียว
              
ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ พอล อินซ์ ที่นำ "เดอะ ดอนส์" ขึ้นมาเป็นรองจ่าฝูงของลีกทู กำลังได้รับการยกย่องว่าจะกลายเป็น "วีรบุรุษ" ผู้ปลดแอกชาวผิวสีให้ขึ้นมามีบทบาทในวงการฟุตบอลมากขึ้นในอนาคต
              
หลายเสียงจากริมฝีปากหนาสีคล้ำสดุดียกย่องว่าอดีตนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อินเตอร์ มิลาน และลิเวอร์พูล (และสโมสรเล็กๆน้อยๆรายทาง) ทั้งยังเป็นกัปตันทีมสิงโตคำรามมาก่อนจะเป็นคนประกาศอิสรภาพให้กับพวกเขา               สำหรับผม

- แม้ในฟากหนึ่งของใจจะแอบคิดว่าด้วยศักยภาพในตัวที่ถือเป็นกุนซือหน้าใหม่ที่พอจะมีฝีมือ อีกทั้งยังมี "ชื่อเสียง" ในฐานะเสาหลักของทีมชาติอังกฤษในอดีต
              
อินซ์อาจจะเป็นเหมือนวิล สมิธ ที่แสดงเป็นนักวิทยาศาสตร์ในเรื่อง
I am legend ก็ได้
              
แต่อีกฟากของหัวใจ เราต่างก็รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องนี้มันเป็นไปได้ยาก เพราะ สิ่งที่เป็นอยู่นี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นแต่อย่างใด
              
มันเป็นมานานแล้วและมันก็จะเป็นเช่นนี้ตลอดไป
              
เพียงแต่คนเรามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องและใช้ชีวิตอยู่บนความหวัง
              
ความหวังว่าโลกใบนี้จะมีอะไรที่เท่าเทียมกันมากขึ้น
              
เหมือนลูกฟุตบอลสมัยโบราณ

               ที่มีสีขาวและสีดำอย่างละครึ่ง อยู่กันอย่างเท่าเทียม..

 

Comment

Comment:

Tweet


ลูกแม่กิ่ง
View full profile