2008/Mar/03

ผมเป็นคนชอบซื้อหนังสือครับ ..

บางทีมันอาจเป็นความทรงจำฝังแน่นมาตั้งแต่เด็ก ในสมัยที่กรุงเทพฯยังเต็มไปด้วยรถเมล์สีครีม-น้ำเงิน และขนมโอเด็งย่ายังครองเมือง เด็กๆยังเล่นเขี่ยไพ่ ดีดลูกแก้ว และสนามเด็กเล่นยังเป็นที่ของเด็กเล่น ไม่ใช่ที่ของเด็กโข่งให้เดินมารำลึกถึงความหลัง

ด้วยความเป็นลูกคนเล็ก ผมจึงเป็นสมาชิกคนสุดท้องในบ้านที่แม่หวงและห่วงเป็นพิเศษ เรียกว่าต้องกระเตงไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา ไม่ว่าจะยามหลับหรือยามตื่น ..

เช้าตื่นมาก็ปุเลงๆนั่งสามล้อ 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้างไปหาข้าวกินที่ตลาดยามเช้า หรือนั่งรถเลยไปที่โรงเรียนเลยหากตื่นสาย

เย็นมาก็ปุเลงๆไปรับกลับมาจากโรงเรียนสอนพิเศษ ซึ่งก็เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนั่นแหละที่ขอเช่าร้านขายกระเพาะปลาเพื่อสอนหนังสือหาลำไพ่เล็กๆน้อยๆ และเสริมความรู้ใหญ่ๆให้นักเรียนในส่วนที่สามารถพัฒนาต่อเนื่องได้นอกเหนือจากห้องเรียน และไม่ใช่ครูชื่อดังที่นักเรียนต้องไปลงทะเบียนเพื่อเรียนกับ "โทรทัศน์" เหมือนในปัจจุบันนี้

ในวันเวลานั้น เมื่อเลิกเรียนเสร็จ เรา - ผม แม่ และพี่ชาย - หากไม่เหนื่อยล้าก็จะพากันเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ เพื่อแวะหาของกินที่ตลาด

และหนึ่งในกิจกรรมบันเทิงที่สุดคือการแวะร้านหนังสือ เพื่อหาซื้อการ์ตูนมาอ่านกัน ทั้งๆที่ ณ เข็มนาฬิกาตอนนั้น ผมยังอ่านไม่ค่อยออกเขียนไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำ!

ก็ได้แต่อาศัยมั่วนิ่ม ดูรูปอย่างเดียว ก่อนจะค่อยๆเรียนรู้แบบครูพักลักจำมาเรื่อย จนอ่านออกเองได้ในเวลาต่อมา

บางทีนิสัยในการรักการอ่านของผมอาจได้รับการปลูกฝังมาจากการเดินไปซื้อการ์ตูนเกือบทุกวันในตอนนั้นเอง

ทุกวันนี้ก็ยังอ่านการ์ตูนอยู่นะครับ - และยอมรับว่าออกจะติดอารมณ์แบบเด็กๆอยู่ค่อนข้างมากด้วย

ในมิติหนึ่งของคนที่คุ้นเคยกับผมในระดับนึงจะรู้ดีในเรื่องนี้ ว่าผมยังมีความเป็น "เด็ก" อยู่คอ่นข้างมาก ซึ่งโดยส่วนตัวก็ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องน่าอายอะไร กับการเล่นหุ่นยนตร์ ของเล่น หรือชอบซื้อของกระจุ๊กกระจิ๊กเล็กๆน้อยๆมาฝากคนสนิทผู้รู้ใจ

อย่างน้อยผมก็ไม่ใช่เด็กไม่รู้จักโต แค่เป็นคนที่อยากเก็บความเป็นเด็กเอาไว้ให้ได้นานที่สุดเท่านั้นเอง :)

จากการอ่านการ์ตูนในวัยเด็ก ผมค่อยๆอ่านหนังสือเยอะขึ้นและเยอะขึ้นเรื่อยๆ

บางทีอาจจะไม่ถึงขั้นที่เรียกว่า "หนอนหนังสือ" ที่รู้จักหนังสือดีๆดังๆมากมาย รู้จักนักเขียนคนนั้นคนนี้ หรือจดจำประโยคเด็ดๆที่หยิบมาใช้ครั้งใดก็เท่ไปเสียทุกครั้ง

ผมก็แค่อ่านในเล่มที่อยากอ่านเท่านั้น และความสนใจของผมก็ค่อนข้างหลากหลายด้วย

 

ด้วยนิสัยชอบอ่าน และไม่ชอบยืมใคร - ผมจึงใช้เงินในแต่ละเดือนหมดไปกับการซื้อหนังสือค่อนข้างมาก

อย่างน้อยก็ต้องมีหลักพัน อย่างมากอาจทะลุไปถึง 2-3 พันบาทได้ไม่ยาก

เพราะโดยส่วนตัว หนึ่งในกิจกรรมยามว่างที่บันเทิงที่สุดคือการเดินแวะเข้าร้านหนังสือซัก 15 นาทีเพื่อหาอะไรติดไม้ติดมือกลับมาซักเล่มสองเล่มก็ยังดี

นัยว่าการเดินแวะเข้าร้านหนังสือ มันช่วยปลดปล่อยตัวเองจากภาวะการต้องเป็นคนเขียนให้คนอื่นอ่าน ซึ่งมันช่างเป็นอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ร้านหนังสือโปรดของผมมีหลายที่ครับ

หากแวะไปแถวสยาม ก็จะมีคิโนะคุนิยะ สาขาพารากอน, หากไปเดินปลดปล่อยอารมณ์แถวบางลำภูก็ต้องร้านหนังสือเดินทาง หรือหากเดินไปกินก๋วยเตี๋ยวแถวบ้าน ก็ต้องร้านหนังสือชั้นใต้ดินห้างโรบินสันบางรัก

แต่ร้านที่ผมแวะบ่อยที่สุด ก็คือร้าน The Book Club เซนทรัลลาดพร้าว

เหตุผลง่ายๆครับเพราะร้านนี้มัน "ใกล้" ที่สุด จะแวะก่อนเข้าออฟฟิส หรือโฉบไปเดินแก้เซ็งจากการทำงานเครียดๆก็ใช้เวลาไม่มากไม่น้อยไปกว่า 5 นาที (ใกล้จริงๆ)

สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือการจัดวางหนังสือของร้านนี้ที่ไม่ได้เน้นหนังสือแนว "ตลาด" มากจนเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมากที่ ร้านหนังสือแนวแฟรนไชส์ส่วนใหญ่ เลือกวางหนังสือเล่มที่พวกเขาคิดว่า "ขาย" ได้ง่าย แต่ไม่ได้คิดถึงเรื่องคุณค่าในเชิงงานวรรณกรรม

The Book Club วางหนังสือได้ค่อนข้างดี สัดส่วนระหว่างงานเขียนดีๆกับงานฉาบฉวยไม่แตกต่างกันมากนัก และอย่างแรกออกจะดูมากกว่าด้วยซ้ำไป

อัธยาศัยของพนักงานในร้านก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้ผมประทับใจและต้องแวะเวียนกลับมาบ่อยๆ บางครั้งไม่ได้ซื้อขอแค่เข้ามาดูหนังสือ พูดคุยทักทายกันก็ช่วยให้รู้สึกดี และบางครั้งก็ได้รับคำแนะนำถึงหนังสือดีๆที่แอบซ่อนอยู่

อนึ่ง เมื่อก่อนร้านนี้มีพนักงานที่จัดอยู่ในระดับ "น่าดู" ด้วยครับ เป็นดอกไม้ที่ช่วยประดับร้านให้ไม่น่าเบื่อได้ดีทีเดียว :)

ดังนั้นแม้ภาพภายนอกจะไม่แตกต่างจากร้านหนังสือแฟรนไชส์อื่นๆ

แต่ภายใน The Book Club มีหัวใจของร้านหนังสือที่ดีซุกซ่อนอยู่ และไม่ยากเกินไปที่จะสัมผัสได้

 

น่าเสียดายนะครับที่ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ และในยุคสมัยแห่งการดิ้นรนเอาตัวรอด "เงินทอง" ยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด

ร้านหนังสือเล็กๆแห่งนี้ก็เป็นอีกร้านที่ไม่อาจทานทนต่อกระแสทุนที่ไหลหลั่งอย่างโหดร้ายได้

ผมเองสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเมื่อร้านมีการวางหนังสือต่างประเทศมากขึ้นอย่างผิดสังเกต ก่อนที่ผมจะเห็นป้ายในภายหลังว่า Bookazine แบรนด์ร้านหนังสือต่างประเทศได้เข้ามายึดพื้นที่ส่วนหนึ่งในร้าน

ก่อนที่ผมจะแวะเวียนเข้ามาในวันหนึ่งแล้วได้ยินคำเชิญชวนว่าหนังสือลดราคา 20%

ด้วยความประหลาดใจเพราะปกติลดอย่างมากก็แค่ 10% (ซึ่งเมื่อก่อนต้องใช้บัตรสมาชิกด้วยซ้ำ) ทำให้ผมแซวเล่นไปประสาคนคุ้นเคยว่า "ทำไมลดเยอะจัง ขายไม่ดีเหรอ"

คำตอบที่ได้ยินมา คือ "สิ้นเดือนจะเช็คสต็อกกัน"

ขณะที่สีหน้าของพนักงานขายที่เป็นตัวเอกของร้านคนนั้น ซีดเจื่อนอย่างบอกไม่ถูก

ผมเองเข้าใจไปว่าบางทีอาจเป็นเพราะคำถามสะกิดใจที่ไปถามว่าขายไม่ดีหรือไรที่ทำให้มีสีหน้าเป็นแบบนั้น

แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ - อีกไม่กี่วันให้หลัง ผมเดินแวะเข้าร้านอีกครั้ง ก่อนจะสังเกตเห็นป้ายกระดาษอยู่หน้าร้าน

"ลด 20% ปิดกิจการ"

 

มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายครับ

ผมรู้สึกเหมือนเพื่อนสนิทกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอกโดยที่ไม่รู้จะได้มีวันกลับมาพบกันอีกครั้งหรือไม่?

ผมโกรธและเกลียดโลกที่ใช้เงินทองนำหน้าความรู้สึกและจิตใจ

ความรู้สึกมากมายมันพรั่งพรู - มากเสียจนผมแอบเอามาคิดเล็กคิดน้อยอยู่หลายวันหลายคืน

ในฐานะที่อย่างน้อยผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะเปิดร้านหนังสือดูซักครั้งเหมือนกันในอนาคต

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา - วันที่ 29 ก.พ. ผมเดินกลับเข้าไปในร้านหนังสือนี้อีกครั้ง ด้วยความเข้าใจว่าคงจะเป็นวันสุดท้ายของร้านแห่งนี้ ซึ่งจะว่าไปมันก็มีแง่ให้จดจำหากจะล่ำลากันไปในวันที่ 29 ก.พ. - วันพิเศษที่ 4 ปีจะมีหนึ่งวัน

เพียงแต่ผมเข้าใจผิด เมื่อร้านจะปิดกิจการจริงๆในอีก 1-2 สัปดาห์

อย่างไรก็ดี ภาพของคนแน่นขนัดร้านหนังสือ The Book Club จนแทบไม่มีที่ยืน มันทำให้ผมรู้สึกทั้ง "ดีใจ" และ "เสียใจ" ไปพร้อมๆกัน

แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เดินเข้าร้านมาด้วยความรู้สึกอยากซื้อหนังสือถูกกว่าปกติ 

แต่ยังมีหลายคนในนั้นคิดกับร้านแห่งนี้เหมือนผม ที่มองร้านหนังสือแห่งนี้เป็น "เพื่อน"

พนักงานขายหนังสือคนนั้น บอกกับผมว่าอย่างน้อยเขาก็ยังรู้สึกดีที่ได้เห็น "ใคร" หลายคนได้กลับมาหายังร้านแห่งนี้ แม้จะเป็นวาระเกือบสุดท้ายของมันก็ตาม

อย่างน้อยเราก็ยังได้มีโอกาสพบปะ พูดคุย อวยพร ก่อนจะล่ำลากันไปในที่สุด

ขณะเดียวกันผมก็เสียใจที่ทำไมคนไม่เดินเข้ามาซื้อหนังสือกันเยอะแบบนี้ให้มันสม่ำเสมอ?

แต่คำถามนี้ผมตอบไม่ได้ครับ มันไม่ใช่เรื่องที่นักเขียนคนนึงจะทำอะไรได้ และผมก็คิดว่าผมได้ทำหน้าที่ลูกค้าร้านหนังสือที่ดีคนหนึ่งแล้ว

อาจจะเจ็บปวดและเสียดายอยู่มาก

แต่ไม่มีอะไรน่าเสียใจ ..

อย่างน้อยที่สุดผมก็พอรู้ว่าพวกเขาได้รับ "ไมตรี" จากลูกค้าอีกท่านหนึ่งที่มี "ที่ทาง" ให้ไปเปิดร้านแห่งใหม่ ในที่ที่ไม่ไกลจากเดิมมากนัก ซึ่งแม้จะต้องเสียเงินลงทุนอีกก้อนใหญ่ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีหนทางให้ก้าวเดินไป

แน่นอนว่าผมจะกลับไปหาพวกเขาอีกครั้งครับถ้าพวกเขาเลือกจะเปิดร้านหนังสือใหม่อีกครั้ง

เขียนเรื่องนี้จบด้วยความอ่อนเพลีย (ขออภัยถ้ามันจะตะกุกตะกักไปหน่อย ผมไม่ค่อยสบายนัก) วันนี้ก็แค่อยากทิ้งท้ายให้ว่า

 

"วันนี้คุณเข้าร้านหนังสือหรือยัง?"

อย่าปล่อยให้ร้านหนังสือเล็กๆ ดีๆ เหล่านั้นต้องตายจากไปอย่างโหดร้าย

อย่างน้อยที่สุดถึงต้องตาย ก็ขอให้พวกเขาได้รู้ว่ามีเพื่อนที่จะไม่ลืมกันห่วงหาอยู่ไม่ไกล ..

 

edit @ 3 Mar 2008 05:20:29 by leciel

Comment

Comment:

Tweet


เพิ่งอึ้งไปเหมือนกันกับร้านหนังสือร้านโปรด
ผ่านไป เฮ้ย ร้านหายไปแล้ว ตึกที่เคยเปิดก็ถูกทุบ
เง้อ...
#2 by sunrise At 2008-03-03 21:50,
เคยเข้าไปซื้อที่ร้านนี้ค่ะ น่าเสียดายนะคะที่ต้องปิดตัวลง
#1 by wanako_chan At 2008-03-03 05:58,

ลูกแม่กิ่ง
View full profile