2008/Feb/17

จากคอลัมน์ Red Alert
หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ (19 ก.พ.2551)

เมื่อวันแห่งความรักที่ผ่านมา ผมเดินออกจากโรงภาพยนตร์ด้วยหัวใจที่สับสนเล็กน้อยถึงปานกลาง

                 เปล่า - มันไม่ใช่เรื่องอะไรกับชีวิตของผมเลย เพราะ ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ผมมีความสุขดี หากเพียงแค่รู้สึกสงสัยว่าหากชีวิตของผมต้องเผชิญชะตากรรมเหมือน "ฮิโระ" พระเอกหนุ่มน้อยในเรื่อง Koizora หรือ Sky of Love (แน่นอนครับว่าเอามาเขียนถึงย่อมแปลว่าอยากให้ไปดู)
                
ผมจะเลือกทำอย่างไรต่อ "มิกะ" นางเอกแสนดีของผม เอ๊ย! ของฮิโระ
                
เมื่อรู้ว่าตัวเองเหลือเวลาอีกไม่นานเท่าไหร่ในโลกใบนี้..
                
จะเลือกเป็นผู้ "เสียสละ" หรือ "เห็นแก่ตัว"?
                
บรรทัดข้างบนคือหนึ่งใน "แก่น" ของภาพยนตร์รักกระชากอารมณ์คนญี่ปุ่น (แน่นอนอีกเช่นกันว่าทำรายได้ถล่มทลายอยู่แล้ว) ที่ผมเห็นเด็กไทยหลายคนเดินออกมาน้ำตาซึมขี้มูกย้อย ต้องปาดทั้งน้ำตาทั้งขี้มูกกันจนเลอะเทอะไปหมด
                
ความจริงผมไม่ควรจะเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์ด้วยเหตุผลสั้นๆว่าเพราะคนสมัยนี้ไม่นิยมนักที่จะมีคนเอามาเล่าเนื้อหาในภาพยนตร์มาเล่าสู่กันฟัง ด้วยเหตุผลว่ามันจะทำให้ไม่สนุก (ซึ่งยิ่งทำให้ดูคล้ายคนเราไม่ชอบยอมรับความจริงเข้าไปทุกที"
                
เพียงแต่ผมคิดว่าบางครั้งบางครั้ง การ "ปูพื้น" เล็กน้อย มันย่อมนำไปสู่ "ความเข้าใจ" ที่ดีในเบื้องต้น
                
อย่างไรก็ดีผมไม่เล่าต่อแล้วล่ะครับสำหรับเรื่องของฮิโระ กับมิกะ ที่มีรายละเอียดมากมายตลอดเวลาร่วม 2 ชั่วโมงที่จะได้สัมผัสถึงการเติบโตทั้งทางกายและใจของตัวละครทุกตัวในเรื่อง ที่ผมไม่จำเป็นต้องอธิบายเพราะเนื้อที่ตรงนี้ไม่ใช่คอลัมน์วิจารณ์ภาพยนตร์
                
สิ่งที่มันน่าคิดก็อยู่ตรงที่ คนเรานั้นต่อให้ใช้ชีวิตมาอย่างมีความสุข มีความทรงจำที่ดีต่อกัน
                
แต่เมื่อวันหนึ่งรู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้น "ไม่ใช่"
                
เราจะเลือก "ฝืน" อยู่เพื่อกัดกินความสุขที่ไม่มีอยู่จริง
                
หรือเลือกที่จะ "ปลดปล่อย" เพื่อแลกความเจ็บปวด แต่เพื่อนาทีชีวิตที่ผ่อนคลายกว่า
                
ในเรื่องนั้นฮิโระ เลือกที่จะฝืนเก็บความต้องการส่วนตัวไว้ และต้องการให้เธอจากไป แม้ใจจะปรารถนาช่วงเวลาที่ได้อยู่กับมิกะมากเพียงใดก็ตาม
                
มันเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และน่ายกย่อง เมื่อคิดถึงว่าทั้งสองตัวละครเป็นหนุ่มสาววัยเพียง 15-16 ปีเท่านั้น..

                 ย้อนกลับมาที่ลิเวอร์พูล กับความคิดบางอย่างหลังได้เห็นความปราชัยต่อบาร์นสลีย์ ที่บาดสองตาและหนึ่งหัวใจ
                
กับราฟา เบนิเตซเอง - ผมก็กล้าพูดได้เต็มปากว่าผมก็รักเขาในฐานะผู้จัดการทีมมือดีคนหนึ่ง
                
ความสำเร็จในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, เอฟเอ คัพ หรือการทำให้ลิเวอร์พูลกลับมายืนเป็นหนึ่งใน 4 เสือแดนผู้ดี หากเป็นทีมระดับรองกว่านี้ถือว่าเป็นความสำเร็จในประวัติศาสตร์
                
ราฟา นำอะไรใหม่ๆหลายอย่างมาให้กับลิเวอร์พูล ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเล่น สไตล์การทำทีม ที่ล้วนดูเป็นเรื่องสมัยใหม่ไปเสียหมด เมื่อเทียบกับสโมสรที่พยายามยึดตัวเองเข้ากับรากทางประวัติศาสตร์ตลอดเวลา
                
แต่จากช่วง 2-3 เดือนให้หลังนี้ - หรือความจริงต้องบอกว่าตั้งแต่ช่วงฤดูกาลที่แล้ว - ผมเชื่อว่าคงมีหลายคนที่รู้สึกว่าเอล บอสคนนี้ยัง "ไม่ใช่" คนที่จะมานำความสำเร็จกลับคืนสู่แอนฟิลด์
                
ไม่ใช่คนที่จะทำให้เดอะ ค็อป ผู้หิวโหยในลาภยศสรรเสริญได้รู้สึก "อิ่ม" อีกครั้ง
                
ในสไตล์การเล่นของทีม ราฟาทำไม่ได้แม้เพียงใกล้เคียงกับคำมั่นที่เคยให้ไว้เมื่อครั้งรับตำแหน่งต่อจากเชราร์ อุลลิเยร์ว่าจะนำฟุตบอลเกมรุกที่น่าตื่นตาตื่นใจกลับมาอีกครั้ง
                
สิ่งที่เห็นและปรากฎคือฟุตบอลเกมรุกแบบทื่อๆ ที่ยิ่งนานวันก็ยิ่งขาดประสิทธิภาพและความสม่ำเสมอ
                
หรือจะพูดว่าการขาดความสม่ำเสมอและเล่นแบบทื่อๆ คือความสม่ำเสมอของลิเวอร์พูลในยุคนี้ก็ได้เช่นกัน
                
ราฟา บอกหลังจบเกมกับบาร์นสลีย์ว่า "เราจะต้องเรียนรู้ที่จะคว้าโอกาสของเรา" และ "เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับเกมนัดต่อไป"
                
มันเป็นคำสัมภาษณ์ในรูปแบบเดิมๆที่ราฟาให้สัมภาษณ์มาตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา
                
มองด้านหนึ่งมันเป็นคำสัมภาษณ์ของ "คนบ้างาน" ที่น่ายกย่อง กับความมุ่งมั่นจะทำงานต่อไปและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น
                
เพียงแต่มองอีกด้าน มันดูคล้ายว่าราฟาคนนี้เป็นเพียงคนบ้างานที่ขาดความเข้าใจในการจะนำลิเวอร์พูลกลับไปยืนอยู่ในจุดที่ควรจะอยู่
                
จะว่ายึดติดกับความสำเร็จหรือภาพวันเก่าๆในอดีตก็คงว่าใช่ - ผมเองก็ไม่ต่างอะไรจากแฟนบอลอีกนับล้านที่นานวันก็ยิ่งทำตัวคล้าย "กอลลัม" ที่เฝ้ารอ "ของรัก" หรือธำรงค์วิเศษ ในเรื่องลอร์ด ออฟ เดอะ ริง
                
กับราฟานั้น แม้จะรัก แต่เมื่อเวลามันได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า "ไม่ใช่" เราควรจะทำอย่างไร?ฃ
                
เราควรจะให้ "โอกาส" แบบนี้ต่อไปหรือไม่?
                
หรือเราควรจะ "แยกทาง" กันโดยแลกกับความเจ็บปวดบ้าง เพื่อวันข้างหน้าที่ดีกว่า
                
อย่ายกตัวอย่างเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่มีเวลา 6 ปีกว่าจะพบแชมป์แรกกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ 8 ปีสำหรับการนำทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในรอบ 26 ปีของสโมสร
                
ยุคนี้โลกฟุตบอลมันหมุนเร็วกว่ายุคนั้นมาก ความเปลี่ยนแปลงมากมายล้วนเกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงสั้นๆ
                
ยิ่งเห็นเอฟเวอร์ตัน, แอสตัน วิลล่า, สเปอร์ส หรือแม้แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไล่จี้ตามหลังมาจนรู้สึก "กังวล" ในความมั่นคง ยิ่งทำให้ไม่มั่นใจในคำบอกของราฟาว่าลิเวอร์พูลกำลังมา "ถูกทาง"
                
และอย่าเพิ่งโทษผลกระทบจากปัจจัยภายนอกสนาม โดยเฉพาะความกดดันในการทำงานที่เพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาภายในสโมสร เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ มันย้อนกลับไปเวียนหาวังเวียนในฤดูกาลแรกไม่ผิด
                
เช่นกันกับการคิดถึงเรื่องมนต์เสน่ห์แห่งเอฟเอ คัพ เรื่อง "แจ็คผู้ฆ่ายักษ์" ที่มันอาจเกิดขึ้นกับทีมไหนก็ได้
                
พอล ทอมกิ้นส์ นักเขียนดังในเว็บไซต์ทางการของสโมสรลิเวอร์พูล วิเคราะห์ว่าความแตกต่างระหว่างลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นอยู่ที่เรื่องของ "จิตใจ" ที่ลูกทีมของราฟาไม่อาจทำลายกำแพงบางอย่างได้
                
มองในทางตรงข้าม ราฟาเองก็มีส่วนที่ไม่อาจทำให้ลูกทีมก้าวข้ามกำแพงนั้นได้เช่นกัน
                
ดังนั้นต่อให้ลิเวอร์พูลเอาชนะอินเตอร์ มิลาน ได้ก้าวเข้ารอบลึกๆของแชมเปี้ยนส์ ลีก พร้อมการันตีอันดับ 4 ไปแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้าได้อีกครั้ง
                
ความสับสนนี้ก็ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง - ผมเชื่อแบบนั้น
                
สำหรับอนาคตของราฟาผมไม่แน่ใจว่าจะเหลือความมั่นคงอีกมากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะกับทั้งเจ้าของสโมสรชาวอเมริกันผู้เกรี้ยวกราด
                
หรือกับคนที่ถูกบอกว่าจะเป็นว่าที่เจ้าของสโมสรใหม่อย่าง DIC ที่ปิดกันให้แซ่ดว่าเวลานี้การเจรจาเทคโอเวอร์รอบใหม่เสร็จสิ้นไปแล้ว และทาง DIC ไม่ปลื้มนักในผลงานของราฟา และจะส่งคนมาเช็คผลงานในเกมเอฟเอ คัพ กับบาร์นสลีย์เป็นตัวตัดสิน
              
หากเป็นเช่นนั้นจริงราฟา ก็คงไม่พ้นการโดนปลดจากตำแหน่งเป็นแน่แท้
                
อย่างไรก็ดี ด้วยความดีความชอบที่ผ่านมา มากบ้างน้อยบ้างก็ควรจะให้เวลาและโอกาสกับกุนซือชาวสเปนคนนี้ได้ทำงานต่อไป
                
ถ้าคิดจะล่ำลาก็ขอให้มันถึงเวลาของมันเสียก่อน
                
มีคนคยเปรยให้ผมฟังว่า คนเรานั้นหากไม่จากเป็นก็จากตาย สิ่งสำคัญอยู่ที่การจากกันนั้นเราได้มีเวลา "เตรียมใจ" กับมันแค่ไหน

 

                 ในห้องเล็กๆและวันเหงา
                
เสียงใสๆของแพรว คณิตกุล ดังขึ้นผ่านลำโพง เป็นเพลงที่ผมชอบเป็นพิเศษในระยะนี้

                 ...... อย่ายื้อให้เหนื่อยใจ หากเธอไม่เป็นตัวเอง อย่าฝืนทนต่อไปอีกเลย เพื่อให้เรารักกัน
                
ขอบใจนะที่ครั้งนึงเธอก็ยอมฝืนใจตัวเอง ขอบใจนะฉันรู้ว่าเธอทำดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยครั้งหนึ่ง ที่พยายามทุ่มเทอดทนให้กัน
                
แค่นั้นก็ดีมากพอ......

edit @ 17 Feb 2008 07:45:01 by leciel

edit @ 17 Feb 2008 19:43:33 by leciel

edit @ 17 Feb 2008 19:44:09 by leciel

Comment

Comment:

Tweet


ในห้องเล็กๆและวันเหงา


วันเหงา... เพลงว่าน เพราะมากกกก อิๆ

เพลงของแพรวเพราะเนอะ

ชอบมากมาย




** สู้ต่อไปราฟา **
#4 by kUk* (125.24.1.16) At 2008-02-23 20:06,
แค่นั้นก็มากพอแล้ว....
งื่มๆๆๆ
#3 by sunrise (202.149.24.161) At 2008-02-21 00:05,
ช่วงนี้มันเป็นอะไรที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกบอกไม่ถูก
#2 by pop (118.173.35.52) At 2008-02-18 12:05,
welcome backconfused smile
เอ๊ะ นี่มันblogใคร แหะๆ

คิดถึงจังๆ

take care na kabig smile big smile
#1 by :) (58.9.170.182) At 2008-02-18 01:39,

ลูกแม่กิ่ง
View full profile