2008/Jan/17

คอลัมน์ฟุตบอลมุมป้าน
หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ (18 ม.ค.2551)

เมื่อวันเด็กที่ผ่านมา ผมหาจังหวะเวลาโฉบไปเดินห้างดังกลางเมืองอยู่ชั่วครู่ ด้วยหวังว่าจะเก็บภาพงานบรรยากาศวันเด็กมาฝากคุณผู้อ่านกัน แต่ก็คลาดไปเพราะงานได้ถูกยกเลิกเสียก่อน

                กับเวลาที่เหลืออยู่และความสับสนไม่รู้จะทำอะไรดี สุดท้ายก็ลากสองขาและหนึ่งกล้องไปนั่งจิบกาแฟเบาๆในร้านกาแฟไฮเทคแห่งหนึ่ง
               
ระหว่างที่นั่งอยู่ก็เหลือบไปเห็นจอโปรเจ็คเตอร์ขนาดยักษ์ที่ฉายการแข่งขันฟุตบอลแมตช์หนึ่งอยู่
               
ภาพที่เห็นทำเอาผมนั่งมองเพลินจนลืมกาแฟอุ่นๆหอมๆในแก้วไปเสียสนิท
               
มันเป็นภาพของความคิดถึง เป็นภาพวันวานในอดีตที่ไม่มีวันหวนมาแต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำไม่ได้หายไปไหน
               
สิ่งที่ผมได้ดูวันนั้นเป็นภาพเกมรีเพลย์ระหว่างลิเวอร์พูล กับลีดส์ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 1995-96 ครับ ฤดูกาลสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลสวมใส่ชุดของอาดิดาส ซึ่งแบบเสื้อชุดเหย้าฤดูกาลนั้นได้รับการยกย่องอย่างมากว่าเป็นชุดแข่งที่สวยและคลาสสิคที่สุดชุหนึ่ง ด้วยเอกลักษณ์ของเสื้อคอวีกับลวดลายที่เรียบง่ายแต่ลงตัวในองค์ประกอบ
               
แต่สิ่งที่ทำให้ผมคิดถึงไม่ใช่เสื้อหรอกครับ
               
เป็นภาพของนักเตะลิเวอร์พูลในวันเก่าที่เปรียบดังเพื่อนที่เติบโตมาพร้อมกัน ภาพของลิเวอร์พูลเล่นต่อบอลกันอย่างสวยงาม การถ่ายบอลที่รวดเร็ว ความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นที่ดีเยี่ยมของนักเตะชุดนั้น - ลิเวอร์พูลยุครอย เอฟเวนส์ ผู้จัดการทีมคนสุดท้ายในสายตระกูลบูทรูมสตาฟฟ์
               
เห็นแล้วก็อดคิดถึงไม่ได้จริงๆ
               
วันนั้นผมนั่งดูเพลินจนกาแฟเย็นจนเกือบดื่มไม่ได้
               
ก่อนจะเดินออกมาด้วยความรู้สึก "อิ่ม" อย่างบอกไม่ถูก..

                ภาพความทรงจำเก่าๆที่กลับมาอีกครั้งในวันนั้นทำให้ผมพอจะเข้าใจในความรู้สึกของชาวจอร์ดี้ ที่ได้ผู้จัดการทีมที่พวกเขาเชื่อว่าดีที่สุดกลับคืนมาอีกครั้ง
               
เสื้อหมายเลข 7 พิมพ์ชื่อ "คิงเคฟ" อันหมายถึงเควิน คีแกน ถูกแย่งซื้อจนทำแทบไม่ทัน
               
เสียงตะโกนกู่ก้องร้องเรียกชื่อคิงเคฟ และการที่แฟนบอลแห่แหนกันเข้ามาชมเกมในสนามเซนต์ เจมส์ ปาร์ค อย่าง "บ้าคลั่ง" จนทำให้เกมต้องดีเลย์ไปถึงกว่า 15 นาที มัน "สะท้อน" อะไรบางอย่างออกมา
               
ว่าแม้วันเวลาและโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
               
แต่สำหรับบางคนแล้ว - วันเวลาของเขานั้นหยุดนิ่งอยู่ที่เดิมไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
               
เรื่องพวกนี้หากเป็นคนที่ติดตามฟุตบอลอย่างผิวเผินจะไม่มีวันเข้าใจ ..
               
การกลับมาของคีแกน เป็นการกลับมาที่ไม่มีใครคาดคิดอย่างแท้จริง เพราะแม้จะมีการ "แอบหวัง" จากชาวแม็กพายส์ที่สมองตื้อตันคิดไม่ออกว่า "ใคร" กันที่จะช่วยกอบกู้พวกเขาให้พ้นจากช่วงเวลาอับเฉาที่ยืนยาวต่อเนื่องมาหลายปีและไม่มีผู้จัดการทีมคนไหนที่ช่วยได้
               
และแม้จะมีการตอบรับเป็นนัยจากคิงเคฟว่าเขา "ต้องการ" จะกลับมาทำงานอีกครั้ง แต่ก็ดูเหมือนว่าฝ่ายบริหารของนิวคาสเซิลจะหันไปมองหา "คนอื่น" เสมอ
               
ชื่อของตัวเก็งที่จะได้รับตำแหน่งมีตั้งแต่แฮร์รี่ เรดแนปป์, มาร์ค ฮิวจ์ส, เชราร์ อุลลิเยร์, ดิดิเยร์ เดส์ชองป์ส หรือแม้แต่โฆเซ่ อันโตนิโอ คามาโช่
               
เพียงแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ผมรู้สึกว่าการที่ฝ่ายบริหารยอม "บากหน้า" ขอร้องให้คีแกนกลับมา เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว 
               
ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ ชาวจอร์ดี้ไม่ต้องการใครมากไปกว่าคนที่พวกเขา "เชื่อใจ"
               
และคนที่พวกเขามีใจให้นั้น ก็มีเพียงเควิน คีแกน และอลัน เชียเรอร์ เท่านั้นที่จะทำให้เจ้านกสาลิกาที่บอบช้ำมีเรี่ยวแรงที่จะกลับมาโบยินได้อีกครั้ง
               
ดังนั้นแม้จะล้มเหลวกับฟูแล่ม ทีมชาติอังกฤษและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่คิงเคฟ ก็ยังเป็นชื่อที่ทำให้ "หัวใจ" ของชาวจอร์ดี้ ลุกพองอยู่เสมอ
               
สำหรับวันที่หัวใจบอบช้ำ เราอาจไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการกลับมาของใครสักคนที่เป็นผู้มอบความหวังให้
               
เควิน คีแกน คือ "คนนั้น" ของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
               
ความจริงผมเองก็มี "คำถาม" ในใจต่อคีแกน ไม่แตกต่างจากหลายคน (โดยเฉพาะพวกที่ไม่ใช่ชาวจอร์ดี้ หรือทูน อาร์มี่)
               
จากผลงานที่ล้มเหลวของเขาในทีมชาติอังกฤษและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และจากความเปลี่ยนแปลงในโลกของฟุตบอลที่แตกต่างจากช่วง 10 ปีก่อนอย่างมากมาย
               
เควิน คีแกน จะแก้คำสาปให้นิวคาสเซิลได้จริงๆหรือ?
               
ต้องเข้าใจนะครับว่าฟุตบอลสมัยนี้มันได้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเกมในสนาม แท็คติกส์การเล่น ระบบการจัดการทีม หรือการบริหารงานนอกสนามที่ต้องอิงกับฝ่ายบริหารหรือแม้แต่ฝ่ายการตลาดมากขึ้น
               
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้จัดการทีมที่เคยขึ้นชื่อเป็นยอดฝีมือในอดีตหลายคนถึงกับ "เสียคน" มาแล้วนักต่อนัก
               
อีกทั้งปัจจัยสำคัญมากที่สุดอีกอย่างหนึ่งที่ผมยังไม่วางใจ นั่นคือ "ความไว้วางใจ" ที่ฝ่ายบริหารจะมีให้ต่อการทำงานของคีแกน
               
ในยุคทองของคิงเคฟกับทีมแม็กไพส์นั้น มันเกิดขึ้นในช่วงวันเวลา 5 ปีตั้งแต่ 1992-1997 ที่คีแกน สร้างปาฏิหารย์นำนิวคาสเซิล ที่กำลังตกต่ำและเกือบต้องตกชั้นไปเล่นดิวิชั่น 3 ให้กลับมาเป็นแชมป์ได้เลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 2 (ในสมัยนั้น) ขึ้นมาสู่ดิวิชั่น 1 (ที่เปลี่ยนเป็นพรีเมียร์ลีก) แล้วสามารถนำทีมขึ้นมาเป็นสโมสรชั้นนำได้
               
ครั้งนั้นคีแกน ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเซอร์ จอห์น ฮอลล์ ประธานสโมสรผู้รักนิวคาสเซิลเท่าชีวิต
               
ความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของเซอร์ จอห์น ฮอลล์ (ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานสโมสรกิตติมศักดิ์ของนิวคาสเซิล) ทำให้คีแกน สามารถสร้างสรรค์ทีมได้อย่างเต็มที่ และสุดท้ายก็สามารถเปลี่ยนแปลง "ชะตากรรม" ของนิวคาสเซิลได้สำเร็จ
               
เรื่องการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากครับ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สโมสรฟุตบอลต้องเผชิญแรงเสียดทานจากปัจจัยหลายด้านจนไม่อาจจะคิดถึงเพียงเรื่องในสนามเพียงอย่างเดียวได้
               
ทีมที่มีการสนับสนุนที่ดีจากฝ่ายบริหารจนทำให้กุนซือมีเวลาทำงานได้เต็มที่นั้นส่วนใหญ่ก็จะทำผลงานได้ดีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น มาร์ติน โอนีล กับแอสตัน วิลล่า, แฮร์รี่ เรดแนปป์ กับปอร์ทสมัธ หรืออาร์แซน เวนเกอร์กับอาร์เซนอล
               
ขณะที่ทีมที่มีปัญหาในเรื่องนี้ก็จะมีปัญหาย่ำแย่ทั้งสิ้นเช่นกัน ซึ่งในฤดูกาลนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นเยอะ อย่างเช่น แซมมี่ ลี กับโบลตัน, มาร์ติน โยล กับสเปอร์ส และสดๆร้อนๆคือราฟา เบนิเตซกับลิเวอร์พูล
               
และแน่นอน - เรื่องตลกร้ายที่สุดก็คือทีมซึ่งมีปัญหาในเรื่องนี้มากที่สุดทีมหนึ่ง ก็คือนิวคาสเซิลนั่นเอง!
               
การที่แซม อัลลาร์ไดซ์ โดนปลดทั้งที่มีเวลาทำงานแค่ 8 เดือน เป็นเรื่องที่คีแกนต้องพึงตระหนักให้ดีว่า การบริหารงานภายใต้เจ้าของสโมสรอย่างไมค์ แอชลี่ย์ จะไม่เหมือนที่เซอร์ จอห์น ฮอลล์ เคยช่วยกันดูแลนิวคาสเซิลร่วมกันมาเมื่อ 10 ปีก่อนแน่นอน
               
ดังนั้นคิงเคฟ จึงเผชิญกับงานหนักทั้งเรื่องของในสนามที่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าศาสตร์ความรู้ที่ติดตัวมานั้นไม่ล้าสมัย ยังใช้งานได้อยู่กับฟุตบอลในปัจจุบัน
               
และงานหนักนอกสนามที่ต้องทำให้ฝ่ายบริหารของสโมสรไว้ใจและให้การสนับสนุนเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น

                อย่างไรก็ตาม ผมเชื่ออยู่เรื่องหนึ่งว่าสำหรับคนเรานั้นมี "ที่" ของตัวเองอยู่
               
เหมือนอย่างเช่น ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่เคยล้มลุกคลุกคลานเมื่อต้องออกจากลิเวอร์พูลไปอยู่กับลีดส์ และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เมื่อได้กลับมาอยู่ในแอนฟิลด์อีกครั้งอย่างไม่มีใครคาดคิด ดาวยิงที่เป็นที่รักของเดอะ ค็อป ก็ได้มีโอกาสบันทึกบทสุดท้ายในฐานะยอดศูนย์หน้าของสโมสรได้สำเร็จ
               
เช่นกันกับคีแกน - แม้ช่วงชีวิตที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขาคือวันเวลากับลิเวอร์พูลและฮัมบวร์ก ที่ได้เป็นทั้งเจ้ายุโรป และเป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมยุโรป 2 สมัย
               
แต่ "ที่" ของคิงเคฟ นั้นมันอยู่ที่ไทน์ไซด์ อยู่ในเซนต์ เจมส์ ปาร์ค 
               
อยู่ ณ กลางใจของชาวจอร์ดี้
               
ดังนั้นแม้จะมองว่าภารกิจในการพลิกชะตาของนิวคาสเซิลในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ยากเย็นเพียงไหน 
               
แต่สำหรับชาวจอร์ดี้แล้วพวกเขาทุกคนเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าคีแกน จะนำความหวังกลับคืนสู่ไทน์ไซด์อีกครั้ง
               
มันเป็นเรื่องที่ "คนนอก" ไม่มีวันจะเข้าใจได้
               
มีเพียงชาวจอร์ดี้ เท่านั้นที่ "รู้" และ "เข้าใจ" ..

Comment

Comment:

Tweet


เขียนได้คูลมากๆ cry
#1 by Alitta (58.8.74.225) At 2008-01-17 22:18,

ลูกแม่กิ่ง
View full profile