2008/Jan/10

 

ผู้คนไม่ได้หนาตามากอย่างที่คาดไว้นัก ออกจะค่อนข้างบางตาเสียด้วยซ้ำ..

              บางทีอาจเป็นเพราะช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกสลดได้ผ่านล่วงมากว่าสัปดาห์แล้ว
              7 วันที่ผ่านพ้น มันคงช่วยบรรเทาหัวใจที่บอบช้ำได้บ้างไม่มากก็น้อย
              กระนั้นผมก็ยังได้เห็นบางคนที่เคยได้ "ออกทีวี" ในช่วงหลายวันก่อนหน้านี้ ที่ยังคงมาปักหลักเฝ้าอาลัยการสิ้นพระชนม์ของเจ้าฟ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา
              ชีวิตคนเรานั้นแสนสั้น จะมีอะไรดีไปเสียกว่ายามอยู่ได้เป็นที่รัก ยามจากก็เป็นที่อาลัย..
              น้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มพสกนิกรทั่วหล้า เสื้อผ้าอาภรณ์ชุดดำ สีหน้าโศกสลดของผู้คนมากมาย บ่งบอกได้ดีว่า ณ เข็มนาฬิกานี้ ประเทศไทยอยู่ในโมงยามของความหมองเศร้า
              ลึกๆแล้ว ผม "เชื่อโดยส่วนตัวว่า" คนไทยเราไม่อาจสลัดความผูกพันที่ก่อกำเนิดกับสถาบันกษัตริย์ได้เด็ดขาด แม้จะมีการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตยเป็นเวลาร่วม 70-80 ปีแล้วก็ตาม
              เหตุผลนั้นเข้าใจได้โดยง่ายนิดเดียว ในเมื่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของคนไทยต่างล้วนทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย หาใช่ราชวงศ์ที่ใช้ชีวิตอย่างฟู่ฟ่าหรูหรากดขี่ข่มเหงราษฎรเหมือนในนิยาย
              ความดีงามเหล่านั้น แม้ต่อให้สายตามองไม่เห็น หัวใจก็ยังสัมผัสได้อยู่ดี
              ยิ่งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้นั่งเฝ้าชมสารคดีเฉลิมพระเกียรติของสมเด็จพระพี่นางฯ ที่ทรงพระกรณียกิจมากมาย โดยเฉพาะในด้านการสาธารณสุข และการสังคมสงเคราะห์
              สิ่งที่พระองค์ทำนั้นทำเพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยแท้ โดยเฉพาะผู้ยากไร้ที่สมควรได้รับการดูแล ก็ยังถือว่ามีบุญที่ได้รับพระกรุณา
              และความจริง ผมยิ่งรู้สึกตื้นตันมากเข้าไปใหญ่เมื่อบางตอนของสารคี ย้อนความหลังไปถึงครั้งพระองค์ยังทรงพระเยาว์
              ผมอาจจะเป็นคนเชยก็ได้ครับที่ไม่เคยเห็นพระพี่นาง ในหลวงรัชกาลที่ 9 และล้นเกล้ารัชกาลที่ 8 ฉายภาพร่วมกันมาก่อน
              ใครจะนึกเล่าว่าใน 70-80 ปีข้างหน้าราชสกุลมหิดลน้อยๆทั้ง 3 พระองค์ จะต้องทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรเพียงนี้
              เมื่อเป็นชะตากรรมที่ฟากฟ้าลิขิตไว้ ทั้ง 3 พระองค์จึงน้อมรับคำสอนจาก "สมเด็จย่า" ที่หวังให้พระโอรส พระธิดาให้ปกครองแผ่นดินโดยธรรม บำบัดทุกข์บำรุงสุขปวงราษฎร์ อย่างสุดความสามารถ ซึ่งทุกพรองค์ก็ทรงงานหนักอย่างที่ไม่มีราชสกุลใดในโลกเทียบเท่า
              สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้คนไทยรักและเทิดทูนสถาบันกษัติรย์เหนือยิ่งอื่นใด
              มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาคำพูดมาบรรยายได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นภาษาใด
              แต่เพียงสองมือที่ประนมแนบอก และคราบน้ำตาที่นองหน้า
              เสียงที่เปล่งออกมาดังกระหึ่มกึกก้อง "ทรงพระเจริญ" ....... ทรงพระเจริญ

              ในวันที่แสงหนึ่งคือรุ้งงามจากพสกนิกรชาวไทยไปครบสัปดาห์
              เวลาสิบเจ็ดนาฬิกาเศษๆ ริมท้องสนามหลวงฝั่งตรงข้ามวัดพระแก้ว ผมมีโอกาสได้เฝ้ารับเสด็จ "พ่อหลวง" "แม่หลวง" และพระบรมวงศานุวงศ์อย่างใกล้ชิดโดยไม่คาดฝันมาก่อน
              ทรงพระเจริญ .. ทรงพระเจริญ

Comment

Comment:

Tweet


นายณรงค์ชัย วัฒนศักดิ์ศิริ

พ่อผู้มีความรักอันอบอุ่นให้ลูกเสมอ

เมื่อได้อ่านบทความนี้เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วประทับใจเป็นที่สุด
จึงอยากให้เพื่อน ๆ ได้อ่านบทความดี ๆ นี้ด้วยครับURL : http://www.mylifewithhismajestytheking.com/readerpage.cfm?OPENID=079405B8-CEB6-4D2F-AA17-1C454BC50126
#3 by mba #2 At 2008-08-26 15:42,
อิจฉาจังคะ สิ่งเดี๋ยวก่อนหมดลม และความหวังสูงสุด
คือการได้เห็นพระพักษ์พ่อหลวงของเราคะ

แอบอิจฉาคุณโด้จริงๆ นะนี่ ^^
#2 by *~Safe~* (58.10.64.235) At 2008-01-17 08:54,
ถือว่าเป็นความหวังสูงสุดของผมแล้วครับ

ยังไม่มี โอกาสเลย

ลูกแม่กิ่ง
View full profile