2007/Oct/10

 

"แรงงานในยุโรปสามารถเดินทางทำงานได้อย่างอิสระ แต่นักฟุตบอลไม่ใช่แรงงาน พวกเขาเป็นศิลปินมากกว่าที่จะเป็นแรงงาน"

          ประโยคข้างบนนั้นผมถือว่าเป็น "ประโยคทอง" อีกครั้งของเซปป์ แบลตเตอร์ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือ "ฟีฟ่า" ที่กล่าวในการแถลงต่อหน้าสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนักข่าวในวาระที่สำคัญอย่างยิ่งของฟีฟ่าและโลกฟุตบอล
          แบลตเตอร์ ในฐานะผู้นำของโลกฟุตบอลประกาศตัวเข้าร่วมกับองค์กรกีฬาระดับโลกอื่นๆโดยเฉพาะสภาโอลิมปิกสากล (IOC) เตรียมต่อสู้เพื่อ "เอกราช" ของพวกเขาเอง
         
ในความหมายถึงการปลดแอกตัวเองออกจากกฎหมายของสหภาพยุโรปที่ครอบงำ "อิสรภาพ" ที่พวกเขาคิดว่าในฐานะขององค์กรกีฬาแล้วพวกเขาสมควรที่จะมีเอกราชและปกครองตัวเองได้ เพื่อการบริหารปกครองที่ราบรื่นสมบูรณ์โดยไม่ต้องอิงกับกฎหมายของอียูเสมอไป
         
การแถลงจุดยืนดังกล่าวเป็นการประกาศที่กล้าหาญและสั่นสะเทือนโลกฟุตบอลได้ไม่น้อย
         
เพียงแต่ ณ เข็มนาฬิกาเดินไปเรื่องนี้มันยังไม่ได้รับความสนใจมากเท่าเรื่องการโรเตชั่นของราฟา เบนิเตซในทีมลิเวอร์พูล
         
แต่ต้องย้ำกันอีกครั้งครับว่าเรื่องนี้ "สำคัญ" ในระดับ "วาระแห่งโลกฟุตบอล" เลยทีเดียว
         
ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร การต่อสู้ครั้งนี้ก็จะได้รับการบันทึกในฐานะประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกหน้าหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..

          แบลตเตอร์กล่าวในการแถลงในลากหลายประเด็น โดยอ้างถึงจดหมายจากประธานไอโอซี ฌักซ์ รอกก์ที่ได้ส่งให้กับผู้นำรัฐบาลของชาติในยุโรปเกี่ยวกับเรื่องความพิเศษของวงการกีฬาในภูมิภาคนี้ที่แม้จะให้ความเคารพต่อรัฐ กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายในประเทศ
         
แต่ทั้งไอโอซีและฟีฟ่าต่างก็เห็นว่าการดำเนินการภายใต้กฎหมายเหล่านั้นยังไม่สอดคล้องกับความเป็นไปที่แท้จริงของวงการกีฬาที่มีลักษณะเฉพาะ
         
แบลตเตอร์กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่าฟุตบอล (ยุโรป) มีรากฐานแข็งแกร่งพอที่จะปกครองตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายของอียูเข้ามาประกอบ
         
กระนั้นก็ยังมีแอบหยอดว่ายกเว้นในเรื่องของการรักษาความปลอดภัย การต่อสู้กับยาเสพติดและสารต้องห้าม เรื่องสนามแข่ง เรื่องการคอร์รัปชั่นในวงการและเรื่องของความรุนแรง ทางฟีฟ่าก็ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่เพราะจำเป็นต้องใช้กฎหมายในการตัดสินชี้ขาด
         
สาระสำคัญในระหว่างการแถลงอีกเรื่องที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นคือเรื่องของการจำกัด "โควต้า" ให้กับผู้เล่นต่างชาติ
         
"6+5" คือสูตรใหม่ที่แบลตเตอร์เสนอให้กับวงการฟุตบอลยุโรป โดยในผู้เล่น 11 คนจะต้องมีผู้เล่นอย่างน้อย 6 คนที่เป็นคนชาตินั้นและอีกไม่เกิน 5 คนที่เป็นคนต่างชาติ
         
คล้ายๆกับกฎห้ามไม่ให้ส่งผู้เล่นต่างชาติเกิน 3 คนลงสนามในอดีต แต่วันนี้โลกได้เปลี่ยนไปมากจึงต้องมีการเพิ่มโควต้าขึ้นจาก 3 เป็น 5 คนแทน
         
อย่างไรก็ดีแบลตเตอร์ ยืนยันว่าสูตร 6+5 ไม่ได้เป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียวในการที่ฟีฟ่าจะต่อสู้เพื่อเอกราชของฟุตบอลในยุโรป
         
แม้ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่านี่แหละคือ "สาเหตุ" ตัวจริงที่ทำให้แบลตเตอร์ต้องเปลืองตัว เพราะการจะปลดล็อกเงื่อนไขเรื่องของโควต้าผู้เล่นได้ก็ต้องล้มกฎหมายแรงงานของอียู ที่ให้อิสระเสรีแก่แรงงานของชาติสมาชิกที่มีเสรีในการเลือกทำงานในชาติสมาชิก
         
ส่วนที่เหลือก็อาจมีเรื่องของการกันไม่ให้ฟุตบอลต้องถูกแทรกแซงโดยศาลสถิตย์ต่างๆ หลังจากที่หลายปีหลังมีความพยายามฟ้องร้องฟีฟ่าและสมาคมฟุตบอลต่างๆโดยเฉพาะในเรื่องของการเรียกร้องค่าเสียหาย ในกรณีที่ผู้เล่นของสโมสรได้รับบาดเจ็บจากกรณีทีมชาติ
         
ซึ่งหากยังจำกันได้ผมเคยเขียนเอาไว้แล้วว่าเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถพลิกโฉมหน้าวงการฟุตบอลได้เช่นกัน
         
เรื่องนี้เป็นสงครามระหว่างสโมสรกับทีมชาติ หรือที่เราเรียกกันว่า Club vs. National
         
เอกราชในเกมฟุตบอลที่ฟีฟ่าเรียกร้องยังเพื่อคุมกำเนิดกลุ่มองค์กรที่ทรงพลานุภาพขึ้นทุกวันอย่าง G14 ซึ่งเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปจำนวน 18 ทีมที่เริ่มมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของวงการฟุตบอลยุโรป
         
ที่น่ากลัวคือ G14 ให้การสนับสนุนและผลักดันสโมสรต่างๆให้ต่อสู้กับฟีฟ่าในชั้นศาลเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมที่พวกเขาไม่เคยได้รับมาก่อน
          ดังนั้นเรื่องการต่อสู้เพื่อเอกราชที่อ้างมาทั้งหมดนี้ ลึกๆแล้วอาจมองได้ว่าเพื่อเป็นการคุมกำเนิดอำนาจของสโมสรยักษ์ใหญ่ที่นับวันจะยิ่งใหญ่คับยุโรปมากขึ้นทุกที
         
นอกจากจะ "ปกป้อง" ตัวเองได้แล้ว ยังมั่วนิ่มใช้เหตุผลเพื่อปกป้องสโมสรเล็กๆและวงการฟุตบอลระดับชาติเป็นข้ออ้างได้อีกด้วย
         
เรียกว่าเป็นการ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว"

          อย่างไรก็ดีศึกครั้งนี้ของฟีฟ่าไม่ง่ายเลย เพราะนอกจากจะต้องงัดข้อกับสโมสรในกลุ่ม G14 แล้วพวกเขายังต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่ยากลำบากในการต่อสู้อย่างอียูด้วย
         
"นโปเลียนลูกหนัง" มิเชล พลาตินี่ ถึงกับบอกว่าเรื่องหลังนี้เป็นเรื่องที่ "เป็นไปไม่ได้"
          เฟรเดริก วินเซนต์ โฆษกของสหภาพกีฬายุโรป ก็เห็นตรงกันโดยบอกว่าเรื่องนี้ "ขัดแย้ง" ต่อกฎหมายแรงงานของอียู พร้อมย้ำว่า "แรงงานก็คือแรงงาน นักฟุตบอลก็คือแรงงานที่รอรับเงินเดือนเหมือนทุกคน"
         
โจทย์ในส่วนนี้จึงอยู่ที่ว่าคนที่มีอำนาจตัดสินชี้ขาดจะตีความอาชีพนักฟุตบอลว่าอยู่ในข่ายเดียวกับ "แรงงาน" หรือไม่
          ผมเข้าใจเซปป์ แบลตเตอร์ ที่พยายามบอกว่านักฟุตบอลคือ "ศิลปิน" บนสนามมากกว่าที่จะเป็นแรงงานเหมือนคนทั่วไป
         
กระนั้นเอาแค่หลักๆว่าพวกเขาใช้ "แรง" ในการทำงานมากกกว่าคนทั่วไป และก็ต้องรอรับ "ค่าแรง" เป็นสัปดาห์
         
ถามว่ามันต่างจากแรงงานทั่วไปตรงไหน?
         
ศึกด้านนี้ก็เหนื่อยแล้ว ไหนจะต้องไปงัดกับ G14 อีก ซึ่งแม้ในศึกด้านนี้จะมียูฟ่าภายใต้การนำของนโปเลียนลูกหนังที่ประกาศตัวบริหารงานภายใต้หลักความ "เสมอภาค" ที่ไม่เห็นด้วยกับอาการหวงผลประโยชน์เกินงามของ G14 แต่กระนั้นโดยหลักการของฟีฟ่าและยูฟ่าแล้วยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก
         
แนวทางของพลาตินี่ แม้จะค่อนข้างเด็ดเดี่ยวแต่ก็มีความยืดหยุ่นอยู่และพร้อมปรับตัวตามกระแสเพื่อลดแรงเสียดทาน
         
ขณะที่แนวทางของแบลตเตอร์ให้ความรู้สึกเหมือนการหักด้ามพล้าด้วยเข่า
          ณ เข็มนาฬิกานี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร เพราะจะว่าไปมันก็ยังไม่ได้ "เริ่ม" ขึ้นเสียด้วยซ้ำ ซึ่งจะต้องรอดูท่าทีที่ชัดเจนอีกครั้งในการประชุมของฟีฟ่าในวันที่ 9 ต.ค.นี้
          แต่ก็มีบางคนได้บอกว่าหนัง "บอสแมน ภาค 2" ได้เริ่มเปิดกล้องอย่างไม่เป็นทางการแล้ว..

** จากคอลัมน์ฟุตบอลมุมป้าน หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ (8 ต.ค.50)

edit @ 10 Oct 2007 04:57:46 by leciel

Comment

Comment:

Tweet


เขียนได้ดี น่าอ่าน
#1 by ถ่ายทอดบอล พรีเมียร์ (124.120.163.254) At 2009-02-09 23:07,

ลูกแม่กิ่ง
View full profile