2007/Sep/18

ฟุตบอลมุมป้าน
หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ (28 ก.ค.50)

1.

ในเมืองแห่งหนึ่งที่มีปราสาทหลังเล็กๆตั้งตระหง่านอยู่ ณ หัวใจของเมือง

ท่ามกลางผู้คนมากมายที่รายล้อมอยู่รอบตัว ต่างคนต่างก็เป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่น่าแปลกที่บรรยากาศรอบด้านกลับอบอุ่นอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้
อบอุ่นยิ่งกว่ายามอยู่ในวงสนทนาของคนชิดใกล้ที่มีแต่ความระแวดระแวง
ผมเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ด้วยขบวนรถไฟเล็กๆสายหนึ่งที่ใช้ระยะเวลาเดินทางสั้นๆเพียงไม่ถึง 5 นาที
แต่ก็เป็นการเดินทางที่ยิ่งใหญ่
คล้ายการเดินทางจากโลกแห่งความเป็นจริงสู่โลกแห่งความฝัน
โลกที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์สะกดใจผู้คนให้เคลิบเคลิ้มและหลงไหลไปกับทุกสิ่งในโลกใบนั้น
บางทีการที่ผู้คนรอบกายรายล้อมมอบรอยยิ้มที่จริงใจให้ เสียงหัวเราะของเด็กๆร่าเริงสดใส อ้อมกอดที่โหยหา และสายตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความฝัน ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นด้วยเวทมนตร์
ด้วยมือสีขาวใหญ่ๆของพ่อมดคนหนึ่ง และผองมิตรที่ล้วนเป็นคนพิเศษเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์
เมืองนี้จึงเต็มไปด้วยความอัศจรรย์
ผมใช้เวลาอยู่ในเมืองเล็กๆแห่งนี้อยู่ทั้งวัน สำรวจเกือบทุกตรอกซอกซอย พบเจอสิ่งต่างๆไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นบ้านต้นไม้ที่อยู่ของเจ้าป่า ขึ้นยานลำเล็กที่นำไปสู่หุบเขาอวกาศที่แสนสลับซับซ้อน บ้านนิทานหลังเล็กของเจ้าหมีสีเหลือง ช่วยเหลือกัปตันอวกาศปราบเหล่าศัตรูร้าย ขี่ควบม้าที่วิ่งเป็นวงกลมเพียงอย่างเดียวไม่เคยออกนอกเส้นทาง
รวมถึงเฝ้าชมการเดินขบวนของเหล่าชาวเมืองที่เต็มไปด้วยความสนุก คึกคัก และตระการตา
แม้จะคล้ายกับเวลาได้หยุดนิ่งลง ณ เข็มนาทีนั้น แต่ความจริงทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปเหมือนเดิม
ในยามเย็น ผมผู้อ่อนล้าจากการเที่ยวเล่นตลอดทั้งวันเดินหลงเข้าไปในสวนเล็กๆแห่งหนึ่ง และที่สวนแห่งนั้นเองผมได้พบกับพ่อมดผู้เนรมิตทุกอย่างที่แสนวิเศษให้เกิดขึ้น
เจ้าของมือสีขาวที่เนรมิตได้ทุกอย่างเดินตรงเข้ามาสวมกอดผมด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มไม่เคยเปลี่ยน
อ้อมกอดนั้นอบอุ่นอย่างน่าประหลาด และผมเข้าใจได้โดยพลันว่าทำไมใครๆถึงรักเขา และอยากมาเยี่ยมเยียนเมืองแห่งนี้ตลอดเวลา
พ่อมดมือขาวตบไหล่ผมเบาๆและบอกให้มีโอกาสก็กลับมาเยี่ยมเยียนบ้าง
ผมยิ้มแทนคำตอบและตบไหล่คืนเบาๆก่อนการล่ำลา
ขอบคุณ แล้วพบกันอีกนะ "มิคกี้" .. :)
 

2.

ผมรู้สึกตัวอีกครั้งคล้ายพ้นมนต์สะกด และพบว่าตัวเองกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางขึ้นเขาท่ามกลางฝูงชนในชุดสีแดงบ้าง เหลืองบ้าง ขาวบ้าง คละเคล้ากันไป

ทุกคนดูจะมุ่งหน้าไปยังปลายทางเดียวกัน คือสนามฮ่องกง สเตเดี้ยมที่สุดปลายถนน
สำหรับครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมได้กลับมายังสนามฟุตบอลที่ฝังตัวอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ ด้วยความคุ้นชินที่มากกว่าเดิมทำให้เสียเวลาในการควานหาน้อยลง
และอาจรู้สึกไปเองว่าเหนื่อยน้อยลงด้วยเช่นกัน
ด้วยเวลาที่เผื่อไว้ ทำให้ผมได้มีโอกาสที่จะเดินเข้าไปพูดคุยทักทายกับแฟนบอลชาวฮ่องกงมากกว่าวันแรกที่ทุกอย่างดูเร่งรีบไปหมด แม้ว่าการสื่อสารอาจจะติดขัดกันบ้างเนื่องจากเราพูดกันละภาษา และภาษากลางที่จะใช้สื่อสารระหว่างกันก็ไม่ได้ดีมากมายทั้งสองฝ่าย (หรืออาจเป็นผมเองที่ยังอ่อนหัด)
แต่อย่างน้อยเพียงรอยยิ้มที่มอบให้ก็เป็นมิตรภาพที่น่าประทับใจ
ยินดีที่ได้รู้จักเหล่าหงส์แดง ปอมปีย์ รวมถึงชาวค็อตเทจเจอร์ส และเซาธ์ ไชน่า
และด้วยแฟนบอลที่ต่างเดิน "แสวงบุญ" มาถึงสนามฟุตบอลในหุบเขา ทำให้บรรยากาศในฮ่องกง สเตเดี้ยมวันนี้เป็นอีกวันที่ "สนามแตก"
โฆษกสนามประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการออกมาที่ 39,535 คน หย่อนจากตัวเลข 40,000
ที่นั่งไปไม่เท่าไหร่
คนเข้ามาเต็มความจุแบบนี้ทำอะไรก็สนุกครับ การเชียร์ เสียงเพลง เล่นเวฟ หรือแม้แต่โห่ฮาก็ได้อารมณ์ไปหมด
เกมคู่แรกระหว่างฟูแล่มและเซาธ์ ไชน่า เป็นเกมคู่เรียกน้ำย่อยที่ดีใช้ได้ โดยเฉพาะเมื่อนักเตะเจ้าถิ่นพยายามสู้สุดความสามารถจริงๆ
ดิตินโญ่ ศูนย์หน้าร่างยักษ์ดูน่าเกรงขามทุกครั้งที่ได้สัมผัสบอล ขณะที่หลี่ ไห่เฉียง กัปตันทีมที่แจ้งเกิดในเกมแรกด้วยการยิงประตูจากฟรีคิกมหัศจรรย์ก็พยายามที่จะหาจังหวะยิงไกลแทบทุกครั้งที่มีโอกาส
ด้วยการวิ่งสู้ฟัดของนักเตะเซาธ์ ไชน่าทำให้เกมค่อนข้างคล้ายจะสูสี แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ "ระดับ" ของทั้งสองทีมยังแตกต่างกันมาก และฟูแล่มก็มีอาวุธหนักที่เล่นงานทีมเจ้าถิ่นได้ผลทุกครั้งคือการจู่โจมกลางอากาศ
สุดท้ายสกอร์ก็เลยจบลงด้วยความปราชัยที่ย่อยยับของเซาธ์ ไชน่า แต่สำหรับแฟนบอลชาวฮ่องกงก็ถือว่าทีมแห่งความภาคภูมิใจของพวกเขาก็ทำได้ "ไม่เลว" เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามคู่แรกนั้นแทบไม่มีความหมายเลย เมื่อคู่ที่สองซึ่งมีทีมขวัญใจของชาวฮ่องกง (และพูดให้ถูกกว่าคือของโลก) อย่างลิเวอร์พูลลงสนาม
เพียงแค่ชุดผู้เล่นตัวจริงลงมาวอร์มก่อนเกมก็กรี๊ดกันสนั่นแล้ว
พูดให้ถูกกว่านั้นคือไม่ว่านักเตะลิเวอร์พูลจะทำอะไร ก็เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆได้ทุกครั้งไป โดยเฉพาะนักเตะขวัญใจแฟนๆที่นี่อย่างสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด, ชาบี้ อลอนโซ่ และโมโม่ ซิสโซโก้
รวมถึง "นินโญ่" ตอร์เรส ด้วย
จากบรรยากาศที่ปรากฎจึงไม่ผิดนักหากจะบอกว่าลิเวอร์พูลลงเล่นกับปอร์ทสมัธ เกมนี้คล้ายกับการลงเล่นใน "แอนฟิลด์" ฉบับเอเชียอย่างมาก
อาจจะไม่ยิ่งใหญ่เท่า "นิว แอนฟิลด์" ที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่ขี้เหร่นักที่จะเป็นบ้านหลังเล็กในเอเชีย ดินแดนที่บูชาพวกเขามากที่สุด
น่าเสียดายที่เกมนี้ไม่มีประตูเกิดขึ้น และจบเกมด้วยความพ่ายแพ้ในการยิงจุดโทษต่อฝ่ายปอมปีย์ที่ตื้อยันเสมอได้จนจบเกม
แต่สำหรับแฟนหงส์แดงในฮ่องกง พวกเขาก็ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจนัก
อย่างน้อยก็ได้เห็นฟอร์มที่ดีของอังเดร โวโรนิน ในเกมแรก และได้ตื่นเต้นลุ้นตามไปกับพรสวรรค์ของเฟร์นันโด ตอร์เรสในเกมที่สอง
และแม้จะได้ดูกัปตันเจอร์ราร์ดลงสนามเพียงแค่ไม่ถึง
10 นาที แต่เท่านี้ก็ไม่ถือว่ามีอะไรที่ติดค้างกัน
หลังเกมจบผมเดินไหลตามคลื่นฝูงชนที่เดินลงสู่พื้นถนนด้านล่าง เพื่อหาทางลงไปยัง
Press room และพบว่าแทบทุกคนต่างมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และพูดคุยกันถึงสิ่งทีได้พบเห็นกับตา
คล้ายกับยังอยู่ใน "ชั่วโมงต้องมนต์"
ผมเองก็ไม่แตกต่างกัน
หลังจบเกมผมเดินเข้าสู่ห้องแถลงข่าวตามธรรมเนียมปฏิบัติ และรับฟังคำชี้แจงในประเด็นต่างๆจากราฟา เบนิเตซที่มาให้สัมภาษณ์เป็นคนแรก
ราฟา มั่นใจว่าลิเวอร์พูลยังพอมีเวลาที่จะทำผลงานให้ดีขึ้นอีกในช่วง
2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ฤดูกาลจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ
เมื่อการให้สัมภาษณ์จบ ผมเดินตรงดิ่งไปยังเอล บอสเพื่อทักทาย
ราฟา ตบไหล่ผมเบาๆและส่งยิ้มให้เป็นการทักทายกลับ
โดยที่พรุ่งนี้เราจะล่ำลาฮ่องกงและเดินทางกลับบ้านกัน ..

** พอดีเอารูปชุดที่ไปดิสนีย์แลนด์ไปอัพแล้วก็ลืมไปว่าไม่ได้โพสต์เรื่องนี้ในบล็อกแห่งนี้ ก็เลยขออนุญาตเอาของเก่ามาโพสต์ครับ ส่วนรูปถ้าอยากดูไปดูได้ที่อยู่ข้างๆนี้นะ :)>> http://leicne.multiply.com/photos/album/3


Comment

Comment:

Tweet


เฮ้ย ย้ายบ้านเหรอนี่ -*-
#2 by sunrise At 2007-09-18 18:52,
โย่ๆๆ นึกถึงฟรายเดย์
ฝนตกทุกวันเลย
ลุงเป็นไงบ้างค่ะ
#1 by sunrise At 2007-09-18 18:51,

ลูกแม่กิ่ง
View full profile