จากคอลัมน์ฟุตบอลมุมป้าน
หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ (13 ก.ย.2550)

เมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อนผมได้มีโอกาสดูตัวอย่างของภาพยนตร์เรื่อง "เพื่อน.....กูรักมึงว่ะ" ของผู้กำกับพจน์ อานนท์โดยบังเอิญ
แรกเห็นในครั้งนั้นต้องรีบยอมรับว่าหนังเรื่องนี้ "แรง" และ "หมิ่นเหม่" ต่อความรู้สึกของสังคมไทยเป็นอย่างมาก
แม้ไทยจะเป็นสังคมที่เปิดกว้างต้อนรับวัฒนธรรมหลากหลาย
แต่สำหรับเรื่องความรักระหว่างเพศเดียวกัน ไม่ว่าจะหญิงรักหญิงหรือชายรักชาย มันเป็นเรื่องที่จะถูกต่อต้านอยู่ลึกๆในกลุ่มคนส่วนใหญ่
จากตัวอย่างที่ได้เห็นสำหรับหนังเรื่องนี้ ผมค่อนข้างสนิทใจว่าผู้กำกับพจน์ อานนท์คงจะโดน "ก้อนอิฐ" ไปหลายก้อนจากสังคม หรือคนที่อ้างว่าเป็นตัวแทนสังคม
ลำพังแค่พล็อตเรื่องก็บาดหัวใจแล้ว ยิ่งฉากเลิฟซีนระหว่าง.....เอ่อ สองตัวละครเอกนั้น หากใจไม่แข็งพออาจจะมีอาการขนลุกขนพองเบือนหน้าหนีได้
อย่างไรก็ตาม พจน์ อานนท์ ก็น่าจะได้รับ "ดอกไม้" จากคนอีกจำนวนไม่น้อยที่จะเดินออกจากมุมมืดมาปรากฎตัวยังมุมสว่าง
เหล่าผู้คนที่เฝ้ารอโอกาสจะมี "ที่ยืน" อย่างสงบในสังคม
ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตในมุมสงบส่วนตัวเสมอไป
ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นผลจากที่ได้อ่านบทความของ James Lawton บรรณาธิการกีฬาของหนังสือพิมพ์ดิ อินดิเพนเดนท์ ที่เขียนเรื่องสังคมฟุตบอลกับเพศที่ 3 ขึ้นจากแรงบันดาลใจ 2 เรื่อง
หนึ่งคือเรื่องของหนังสือเล่มใหม่จากปลายปากกาของแกรม เลอ โซ อดีตแบ็กซ้ายทีมชาติอังกฤษ ผู้เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นเกย์ที่ชื่อว่า Left Field: A Footballer Apart
และสองคือความตายของจัสติน ฟาชานู อดีตนักฟุตบอลคนแรกและคนเดียวที่กล้าประกาศตัวว่าเป็นเกย์
บทความชิ้นนี้เขียนด้วยภาษาที่ละเอียดอ่อนนุ่มลึกตามสไตล์ของผู้เขียนซึ่งเป็นนักเขียนมากประสบการณ์ ซ้ำยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไวต่อความรู้สึก ทำให้อ่านยากขึ้นกว่าปกติพอสมควร
กระนั้นก็ยังพอจับใจความได้บ้างจากการยกคำพูดของเลอ โซ ผู้ที่ต้องเจ็บปวดจากการโดนสังคมแสดงท่าที "เหยียด"
เหยียดทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือเปล่า?
การโดนกล่าวหาว่าเป็นเกย์ของเลอ โซ ผมจำไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นในปีไหน แต่ผมจำได้ดีถึงภาพของร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ยืนหันหลังตีก้นหลายแปะให้กับเลอ โซ ในจังหวะที่แบ็กซ้ายเชลซีกำลังจะเตะฟรีคิก
สำหรับฟาวเลอร์และแฟนลิเวอร์พูลแล้วมันเป็นการล้อเลียนที่แสบสันต์ สะใจ
แต่สำหรับคนโดนกล่าวหาอย่างเลอ โซ มันเป็นตราบาปที่เจ็บปวดและส่งผลกระทบต่อเขาทั้งชีวิต
ครั้งหนึ่งเลอ โซ เคยโดนเด็กไม่กี่ขวบซึ่งมาเชียร์ฟุตบอลกับพ่อตะโกนด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย ไอ้เกย์บ้าง ไอ้ชอบถั่วดำบ้าง ขณะที่ผู้เป็นพ่อก็ไม่ได้ห้ามปรามซ้ำยังส่งเสริมให้ลูกชายด่าคนอื่น
"แกคิดว่าแกกำลังคุยกับใครอยู่ไอ้หนู" คือการตอบโต้จากเลอ โซ ที่ปกติแล้วจะสงบนิ่งต่อเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น แต่บางครั้งมันต้องมีการตอบโต้กันบ้าง เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่สมควรที่เด็กอายุเพียงเท่านี้จะปฏิบัติต่อคนอื่นเยี่ยงนี้
ผมอ่านประโยคนี้จบแล้วเห็นด้วยกับความเห็นของเลอ โซ
เรามีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปด่าทอ ล้อเลียน หรือทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรสนิยมทางเพศ สีผิว หรือฐานะ
ความตายของจัสติน ฟาชานู เมื่อ 9 ปีก่อนก็มีผลกระทบส่วนหนึ่งมาจากชีวิตที่ล้มเหลวหลังการประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าเป็นคนสีม่วงเมื่อปี 1990
มันเป็นความกล้าหาญของฟาชานู อดีตเพชรเม็ดงามของวงการฟุตบอลอังกฤษที่น่าจะมีอนาคตรุ่งโรจน์ในอาชีพ ในการประกาศว่าหัวใจของเขามีสีอะไร
โชคร้ายที่สังคมอังกฤษเป็นสังคมแห่งความทะนงตน ยะโส และชอบเหยียบย่ำผู้อื่นอยู่ลึกๆ
ฟาชานูผู้โชคร้ายจึงกลายเป็นคนที่ไม่มีใครต้องการ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตบัดซบและจบลงด้วยความตาย
จากอังกฤษไปที่จีน - ฟุตบอลโลกหญิง (หรือฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกก็ตามถนัด) ที่ดินแดนมังกรดูจะได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาดหมาย
ข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆมีให้เสพตลอด แม้สำนักข่าวบีบีซีก็ยังมีการจัดวางตำแหน่งของชุดข่าวไว้เด่นเป็นพิเศษในเว็บไซต์ เพื่อร่วมติดตามทีมชาติอังกฤษหญิงที่ร่วมแข่งขันด้วย
มันแปลว่าฟุตบอลหญิงกำลังได้รับการยอมรับมากขึ้น และแน่นอนว่าความนิยมก็จะมากขึ้นด้วย
ผมดีใจที่อย่างน้อยความนิยมที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เกิดจากการขายจุดเด่นทางสรีระหรือเรือนร่างของเหล่านักกีฬา เหมือนที่เซปป์ แบลตเตอร์เคยเสนอไอเดียชวนให้ด่าเมื่อนานมาแล้ว
ความนิยมนี้เกิดจากฝีเท้าที่เก่งฉกาจและนับวันฟุตบอลหญิงก็มีมาตรฐานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
ยังมี "ฮีโร่" ของวงการอย่างมาร์ทา เพลย์เมคเกอร์พรสวรรค์ทีมชาติบราซิล หรือขวัญใจคนเดิมอย่างแบร์กิต ปรินซ์ เพชฌฆาตสาวประจำทีม "อินทรีเหล็ก" เยอรมัน
แม้มาร์ทา จะเคยยอมรับด้วยความเจ็บปวดว่าจำเป็นต้องย้ายออกมาจากบ้านเกิดในบราซิลไปค้าแข้งที่ลีกอาชีพในสวีเดน เนื่องจากที่บราซิลฟุตบอลหญิงยังไม่เป็นที่ยอมรับ อย่าว่าแต่จะมีลีกอาชีพเลย เพียงแค่แอบไปเล่นแล้วโดนจับได้ก็โดนเฆี่ยนแล้ว
แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานเกินไปนัก ลีกอาชีพของฟุตบอลหญิงในบราซิลก็คงจะเกิดขึ้นเหมือนในสวีเดน หรือในอังกฤษที่มีการเติบโตพัฒนาอย่างรวดเร็ว
แข้งแม่เนื้อนิ่มจะปักธงประกาศชัย ณ กลางโลก
ทว่าสำหรับนักฟุตบอลชาวสีม่วงนั้น บางทีต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะได้รับการยอมรับมากกว่านี้..