2007/May/31

จากคอลัมน์ ฟุตบอลมุมป้าน
หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ (31 พ.ค.50)


- ขอขอบคุณคุณ uniqueone และเว็บ 2how.com ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบสวยๆนะครับ :) -

1.

ผมจำไม่ได้ว่านานแค่ไหนที่สองตาไม่ได้ผสานกับริ้วสีทั้งเจ็ดที่ถูกระบายไว้บนฟากฟ้าไกล ..
มันอาจจะนานเกินไปเกินกว่าที่สมองน้อยๆของผมจะจดจำไหว
ด้วยความคิดถึงคนึงหา และด้วยการพบกันโดยบังเอิญของผมกับรุ้งตัวโตที่ทอดเส้นโค้งครึ่งวงกลมบนขอบฟ้าถึง
2 ชั้นซ้อน จึงนำมาซึ่งความรู้สึกที่ดี
เป็นการพบกันที่ไม่คาดฝัน เพราะก่อนหน้านั้นในรถที่ผมนั่งอยู่ต้องเผชิญหน้ากับพายุฝนคลั่งที่พัดถล่มสาดใส่ลงมาราวโกรธเคืองกันเป็นเวลาหลายสิบปี หยดน้ำถูกซัดเข้าใส่กระจกรถจนอดหวั่นไหวไม่ได้ว่ากระจกจะพังทลาย
มองออกไปยังขอบฟ้าไกลก็เห็นเพียงเมฆสีดำทะมึนที่ปกคลุมราวกับโลกนี้กำลังจะแตกสลาย
แต่เปล่าเลย ..
ที่อีกฟากของท้องฟ้า ได้มีแสงสีทองลอดส่องผ่านมาให้น่าประหลาดใจ
และยามใดที่แสงจากดวงอาทิตย์ส่องกระทบกับม่านฟ้าที่มีละอองไอปกคลุมดังเป็นฉากหนังขนาดใหญ่
ยามนั้นเราจะได้พบกับรุ้ง
โตมร ศุขปรีชา เขียนบรรยายถึงปรากฏการณ์ "พรรณรายแห่งแสง" เอาไว้น่าฟังว่า
"แสงจากดวงตะวันนั้นไร้สีสัน ทว่าชั่วขณะที่มันแล่นผ่านอณูอากาศ พุ่งเฉียดกระทบกระแทกกับเหล่าไอน้ำและฝุ่นผงที่ล่องลอยอยู่นั่นเอง แสงจากดวงตะวันที่ไร้สีสันก็พลันกระเจิง คล้ายมันตกใจเสียขวัญ หมู่โฟตอนของกลุ่มแสงจึงเปล่งจ้าออกเป็นแถบสี ทั้งม่วง คราว เขียว เหลือง และแดง" (โตมร ศุขปรีชา
;ลม ฟ้า อาหาร, หน้า 200)
ข้อเขียนของโตมร ในหนังสือเล่มเล็กๆยังมอบความรู้ให้กับผมอีกมากมาย
ผมได้รู้ว่ารุ้งมีความหมายมากมายเพียงใดโดยเฉพาะต่อความเชื่อของคน
ชาวนอร์ดิก ขนานนามรุ้งว่า "สะพานแห่งสรวงสวรรค์"
ขณะที่กะลาสีเรือโบราณมีโคลงสั้นๆยามเห็นสายรุ้ง ที่กลายเป็นที่มาของสำนวน
in the wind's eye หรือ "ในดวงตาของสายลม"

Rainbow to windward,
foul fairs the day.
Rainbow to leeward
damp runs away.

ไม่รู้ว่าด้วยข้อเขียนที่ลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยความรู้สอดแทรก
หรือเพราะการไม่ได้เห็นสายรุ้งเต็มสองตามานานกันแน่ ที่ทำให้ผม "รู้สึก" มากเป็นพิเศษ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร - ผมรู้สึกคล้ายได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ..

2.

ผมแค่พอจำได้ว่าคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยฟังเพลง Over the Rainbow ครั้งแรกที่ไหน และเมื่อไหร่
เป็นหนังรักโรแมนติกเกาหลีในชื่อเรื่องเดียวกัน "
Over the Rainbow" ที่ซื้อมาจากตลาดนัดจตุจักรในยุคแรกของกระแสหนังรักเกาหลี ที่บูมตามการแจ้งเกิดของ My Sassy Girl
และ "ยัยตัวร้าย" ชอน ชี ฮยอน
ผมจำชื่อนางเอกไม่ได้ และจำชื่อพระเอกไม่ได้ ซึ่งก็เหมือนกับที่ผมจำชื่อใครไม่ค่อยได้ในชีวิตประจำวันถ้าไม่คุ้นชินจริงๆ
แต่ผมจำได้ไม่รางเลือนว่าฉากเปิดของหนังเต็มไปด้วยหยาดน้ำจากฟากฟ้าที่ร่วงพราวลงมา
และเสียงหวานของหญิงสาวกับเพลง
Over the Rainbow ก็ดังกังวานขึ้นในฉากนี้เอง
อย่างไรก็ดี ผมมาทราบในภายหลังว่าแท้จริงแล้วบทเพลงนี้เป็นหนึ่งใน "เพลงอมตะ" ของโลก (โปรดอภัยให้ความเขลาของนักเขียนตัวน้อยๆ)
Over the Rainbow เป็นเพลงจากบทประพันธ์ทำนองของ Harold Arlen และประพันธ์เนื้อร้องโดย E.Y. Harburg
บทเพลงนี้ถูกเนรมิตขึ้นเพื่อประกอบการแสดงบทประพันธ์อมตะอีกหนึ่งเรื่อง The Wizard of Oz
Judy Garland ได้ขับขานบทเพลงที่เป็นดังของขวัญมอบให้เธอได้แสดงพรสวรรค์อันเปี่ยมล้นในตัวออกมา ราวกับว่าเธอเกิดมาเพื่อขับขานเพลง Over the Rainbow
เท่านั้น
น่าเหลือเชื่อที่ครั้งหนึ่งบทเพลงคลาสสิคนี้เกือบจะถูกตัดออกจากหนังเรื่องนี้เพียงเพราะจังหวะของเพลงนั้นช้าเนิบเกินไป
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร
- ฉากที่ Judy ในวิญญาณของโดโรธี ได้เปล่งเสียงเพลงนี้ออกมาในระหว่างที่ถูกขังตัวไว้เพื่อรอคอยนาทีแห่งความตาย ไร้ซึ่งความหวัง และเวลาของเธอกำลังเดินถอยหลังเข้าไปทุกที
ณ โมงยามที่เหลืออยู่ โดโรธีเฝ้าฝันถึงสายรุ้งบนฟากฟ้าไกล
แม้นกปีกสีครามยังมีอิสระที่จะโบยบิน
เธอทำไม่ได้, ทำไม ..

3.

โดโรธี ที่ถูกขังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆของปราสาทแม่มดคงไม่คิดว่าจะมีวันได้เห็นท้องฟ้าและสายรุ้งอีกครั้ง
และเธอคงไม่เคยมีโอกาสได้เห็น "ฟ้าสีเขียว" ตำนานแห่งท้องฟ้าที่มีน้อยคนนักจะได้เห็น
"บางคนบอกว่า ท้องฟ้าจะเป็นสีเขียวก็เมื่อดวงตะวันเปล่งหยาดสุดท้ายของรังสีออกมาเคลือบฉาบวินาทีสุดท้ายของบรรยากาศที่ละเอียดอ่อนที่สุดเท่านั้น" (โตมร ศุขปรีชา ; ลม ฟ้า อาหาร, หน้า 202)
แต่อีกบางคนบอกว่าปรากฎการณ์ท้องฟ้าสีเขียวเป็นเรื่องลี้ลับและอาจเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ
กัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ และพลพรรคแห่งเรือแบล็คเพิร์ล จึงกลับมาจากโลกแห่งความตายได้ในวินาทีที่เห็นฟ้าสีเขียว (
Pirates of the Caribbean : At World's End)
สำหรับชาวสก๊อตที่ไฮแลนด์ ใครได้เห็นฟ้าสีเขียวมรกตจะได้รับพลังวิเศษที่จะได้รับอำนาจในการส่องผ่านทะลุใจคน
และในอรุณรุ่งต่อไปจะเป็นวันที่ฟ้าสดใสที่สุดครั้งหนึ่ง

4.
เมื่อคิดถึงโดโรธีในห้องขังแคบๆ -
ผมแอบหวนคิดถึงเรื่องใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตามองในโลกลูกหนัง
แม้จะไม่ใช่ยุคล่าอาณานิคมแต่การออกล่าทรัพย์สินในโคลนตมของเหล่าผู้มีอำนาจกำลังลุกลามและคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ
รัตนชาติแท้บ้างเทียมบ้างถูกขุดขึ้นอย่างไม่เกรงใจเจ้าบ้าน
ไม่มีแม้กระทั่งการรอเวลาให้รัตนชาติเหล่านั้นได้มีโอกาสผ่านการคัดกรองตามธรรมชาติ ก่อนจะรับการเจียระไนเพื่อรอวันเปล่งประกายอย่างสมบูรณ์
ในแง่ของผู้มีอำนาจทั้งหลาย
- ผมรู้ว่าพวกเขาจำเป็นต้องทำ เพราะในโลกแห่งการแข่งขันถ้าคุณช้าคือ "พลาด"
แต่ในแง่ของเหล่าเด็กน้อยทั้งหลาย ผมอดห่วงไม่ได้
ในยามจนตรอกของชีวิต ทางเลือกมีไม่มากนัก และไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่
อิสระที่จะได้ออกมาโบยบินดังนกสีครามย่อมน่าถวิลหามากกว่าการนั่งรอความหวังลมๆแล้งๆในห้องสี่เหลี่ยม
พวกเขาเลือกที่จะออกเดินทางเพื่อเผชิญกับชะตากรรมโดยไม่สนครรลองคลองธรรม ด้วยอาจคิดว่าธรรมเนียมปฏิบัติบางอย่างก็เป็นเรื่องของบางยุคสมัยเท่านั้น
ในวันที่โลกแคบ แต่น่าอยู่น้อยลง
- การเดินทางแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่จึงเกิดขึ้น และยังคงเกิดขึ้นต่อไป
ทุกวันนี้เป้าหมายของเหล่าสโมสรใหญ่ๆไม่ได้อยู่ที่เหล่านักเตะซูเปอร์สตาร์ค่าตัวแพงแล้ว
พวกเขาไม่พร้อมจะจ่ายเงินนับสิบนับร้อยล้านเพื่อแลกกับใครสักคน แต่พร้อมจะแบกรับความเสี่ยงกับการลงทุนเล็กๆน้อยๆเพียงไม่กี่หมื่นกี่แสนเพื่อแลกกับว่าที่เพชรเม็ดงามในอนาคต
จากเรื่องของฟรานเชสก์ ฟาเบรกาส สู่ลิโอเนล เมสซี่ และคาร์ลอส เบล่า ที่จะกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นในอนาคตอันใกล้
สองหนุ่มฮังการีที่ผมยังจำชื่อไม่ได้ตบเท้าเข้าสู่อคาเดมี่แห่งลิเวอร์พูล ตามหลังรุ่นพี่วัยใกล้เคียงกันกว่า
20 คน
ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วที่ปลายทางของพวกเขาเหล่านั้นจะมีใครได้พบความสุขบ้าง
เมื่อ "รุ้ง" ไม่ได้ปรากฎขึ้นทุกวัน
เหนือรุ้งขึ้นไปก็ไม่ได้เป็นดินแดนในฝันเหมือนในบทเพลงที่โดโรธีขับขานเสมอไป
ยิ่งมีน้อยคนนักที่จะได้เห็น "ฟ้าสีเขียว"
สุดท้าย
- พวกเขาเกือบทุกคนคงจะกลับมารู้สึกเหมือนโดโรธี และเปล่งเสียงร้องเพลง Over the Rainbow ด้วยความคับข้องใจอีกครั้ง

Over the Rainbow
music by Harold Arlen and lyrics by E.Y. Harburg

Somewhere over the rainbow
Way up high,
There's a land that I heard of
Once in a lullaby.
Somewhere over the rainbow
Skies are blue,
And the dreams that you dare to dream
Really do come true.

Someday I'll wish upon a star
And wake up where the clouds are far
Behind me.
Where troubles melt like lemon drops
Away above the chimney tops
That's where you'll find me.

Somewhere over the rainbow
Bluebirds fly.
Birds fly over the rainbow.
Why then, oh why can't I?

If happy little bluebirds fly
Beyond the rainbow
Why, oh why can't I?

Comment

Comment:

Tweet


Somewhere over ther rainbow
#8 by kitkat_joy (58.10.99.104) At 2007-07-18 16:08,
อยากเห็นท้องฟ้าสีเขียน มั่งจัง เผื่อชีวิตจะดีขึ้น จะว่าไปก็แอบสงสารอย่างที่บอกนะ ซื้อดาวรุ่งดีๆมาเยอะแยะจะมีสักกี่รายเชียวที่ได้แจ้งเกิด ยิ่งโค้ชเราไม่ใช่พวกกล้าเสี่ยงกับดาวรุ่งเหมือนแวนเกอร์ด้วยสิ แง่มๆ
#7 by bUjaraTy (203.146.41.210) At 2007-06-04 17:19,

..จำไม่ได้เหมือนกันว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เห็นรุ้ง. . .

..ทำไมชีวิตเพิ่งเปิดเทอมมันวุ่นวายจังนะ..
#6 by :) (58.9.169.79) At 2007-06-02 19:44,
พี่โหดทำเองเก๋อึ้งเลยง่า ข้าน้อยขอคาราวะงับ เก่งจิงๆ ปรบมือให้ อิอิ
#5 by kibkae30 (124.120.177.56) At 2007-05-31 18:32,
#4 by (124.120.177.56) At 2007-05-31 18:30,
ลุงๆ ออกไป
ดาวรุ่ง เข้าใหม่
หวังรุ้ง เป็นสะพาน
ชอบฟ้าหลังฝนครับ หนึ่งคือฟ้าจะใส สองแดดจะสวย และท้ายสุดก็จะมีสายรุ้ง (ให้ชี้...แล้วเอานิ้วที่ชี้จิ้มก้นมาดม)
อยากหลังฝน จะสดใสเสมอ

อยากเห็นดาวรุ่งทั้งหลายขึ้นเล่นชุดใหญ่จัง
#2 by (203.113.57.37) At 2007-05-31 12:57,
อยากเห็นท้องฟ้าสีเขียว *
#1 by Little Bear ~ (58.8.58.202) At 2007-05-31 04:31,

ลูกแม่กิ่ง
View full profile