2007/May/15

ตัดตอนจากคอลัมน์ Red Alert
หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ (15 พ.ค.50)


- 'God' bye .. Fowler :) -

ผมเกลียดการกล่าวคำล่ำลา ..

กับความรู้สึกที่คล้ายกับมีใครเอามาสอดเข้ามาในตัวเราและค่อยๆบีบหัวใจจนรู้สึกจุก แน่นไปถึงลำคอ ไม่สามารถเอ่ยคำใดๆได้ แม้เพียงการหายใจเฉยๆก็ยังลำบาก
ซ้ำร้ายกว่าคือน้ำในตาที่เริ่มซึมใกล้จะเอ่อล้น ยิ่งพยายามจะเก็บกลั้นมันไว้เท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงความผิดปกติได้มากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งปิดบังยิ่งเปิดเผย - รอยรื้นที่ดวงตามันบอก
ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ผมไม่ค่อยอยากเอ่ยคำล่ำลากับใคร
อย่างไรก็ดีในชีวิตมนุษย์ - การพบพานย่อมมีปลายทางที่การลาจากเสมอ
และเราควรที่จะเตรียมหัวใจไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อรอวันนั้น

ในวันที่มีข่าวการกลับคืนสู่บ้านเก่าที่ลิเวอร์พูลของร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. ปีกลาย - นั่นเป็นหนึ่งวันที่ผมมีความสุขมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ผมรู้สึกคล้ายเหมือนกับได้พบกับเพื่อนสนิทที่จากไปนานและไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกครั้ง
ทั้งที่ในความจริงเรื่องราวของเขาก็อยู่ไม่ไกลกว่าหางตาของผมตลอดมา|
ผมรับรู้ว่าเพื่อนคนนี้ลำบากมากเพียงใด เพราะนับตั้งแต่ถูกผลักไสให้ไปอยู่บ้านอื่นทั้งที่ไม่เต็มใจและไม่รู้ตัว ชีวิตที่ควรจะรุ่งโรจน์กว่านี้สำหรับเขาก็กลายเป็นเพียงชีวิตที่เหลือแค่ชีวิต
มันเป็นชีวิตที่ไม่มีชีวา เป็นเพียงร่างกายที่ตายด้าน จิตและใจเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่
ขอบคุณ "พระเจ้า" ที่ทำให้ฟาวเลอร์ ได้กลับมามีชีวิตใหม่ที่แอนฟิลด์อีกครั้ง
แม้ว่ามันจะเป็นเวลาเพียงแค่ราวหนึ่งปีครึ่งก็ตาม
แต่ก็เป็นหนึ่งปีครึ่งที่ดีและมีความสุข และจะมากหรือน้อยผมก็ยังมีโอกาสได้ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นชื่อของร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ในทีมชีทของราฟา ไม่ว่าเขาจะได้ลงสนามแค่หกนาทีหรือเต็มเก้าสิบนาที
หรือแม้แต่เพียงได้เก็บภาพการซ้อมของเพื่อนเก่าที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายเลือดใหม่ๆก็ทำให้รู้สึกดีแล้ว
ขณะที่สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด และเจมี่ คาร์ราเกอร์ อาจจะเป็นสองผู้นำของทีมในชุดปัจจุบัน
ทว่าในความรู้สึกของค็อปไพท์ส่วนใหญ่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์คือ "เบอร์หนึ่ง" ของทุกคน ซึ่งผมเองก็ไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ว่าทำไมฟาวเลอร์ ถึงดูยิ่งใหญ่กว่าแม้ในยามที่สังขารเริ่มร่วงโรยไปมากแล้วก็ตาม
แต่เรื่องบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ "เหตุผล" มาตีความ ..

ณ เข็มนาฬิกาเดินไป - การล่ำลาร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่แฟนๆต้องการจะทำให้เป็นการอำลาสนามแอนฟิลด์ที่ตรึงใจที่สุดด้วยการยกให้เป็น "วันของฟาวเลอร์" จบไปแล้ว - และไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้เท่าไหร่
เช่นกันกับเจอร์ซี่ย์ ดูเด็ค ที่เตรียม "40,000 คำลา" ให้แฟนๆก็ลาจากไม่สวยงามดังภาพฝันเพราะอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าจนลงสนามไม่ได้
หลายคนบ่นด้วยความเสียดาย (รวมทั้งผมเอง) กับโชคชะตาที่เล่นตลกกับฟาวเลอร์และดูเด็คแม้ในวันสุดท้ายที่แอนฟิลด์
แต่ถ้ามองย้อนลงไปให้ลึกกว่าความผิดหวังที่ฉาบอยู่บนผิวหน้า
ผมย้อนคิดถึงข้อความที่เขียนไว้ในพื้นที่ตรงนี้เพื่อต้อนรับการกลับมาของ Prodigal son อย่างฟาวเลอร์
ครั้งนั้นผมเขียนเอาไว้ว่า การกลับมาของเขาครั้งนี้ไม่มีเหตุผลอะไรมากมาย
ตลอดชีวิตที่ทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลวในสีเสื้อแดงเพลิง อยู่หนึ่งสิ่งที่ฟาวเลอร์ต้องการที่สุดมากกว่าการทำสถิติก้าวผ่านทำเนียบดาวยิงตลอดกาลของเคนนี่ ดัลกลิช, การได้มีส่วนร่วมกับบรรยากาศฉลองแชมป์เอฟเอ คัพ, เกมที่ยิ่งใหญ่ในค่ำคืน European Night ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (โดยเฉพาะกับเชลซี) และโอกาสจะได้สัมผัสแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ที่เอเธนส์
สิ่งนั้นคือการกล่าวคำลากับทุกคนที่รักเขาอย่างสมบูรณ์ หลังจากโดน "ขับไส" ด้วยน้ำมือ "ใครบางคน" เมื่อปี 2001
บาดแผลในใจที่ตรึงชีวิตเขาให้หยุดนิ่งไปเกือบ 5 ปี

ดังนั้นแม้ฟาวเลอร์ จะไม่ได้ทำประตูสุดท้ายต่อหน้าเดอะ ค็อป เพื่อเป็นการบอกลาที่สมบูรณ์แบบเหมือนในนิทาน
แต่มันก็เป็นเพียงเรื่องที่น่า "เสียดาย"
เพราะเพียงการได้เดินไปรอบสนามเพื่อโบกมือลา กล่าวขอบคุณแฟนๆก็ดีเพียงพอและไม่มีอะไรต้อง "เสียใจ" อีกต่อไป
ในฐานะของกองเชียร์คนหนึ่งที่เกิดและเติบโตมาพร้อมๆกับฟาวเลอร์ (และคาดหวังจะตายที่เมอร์ซี่ย์ไซด์พร้อมกันถ้าเป็นไปได้) ผมรู้สึกตื้นตันใจตลอดระยะเวลา 1 ปีเศษที่เขาได้กลับคืนสู่แอนฟิลด์อีกครั้ง
เช่นเดียวกับตัวของฟาวเลอร์ ที่เป็นหนี้บุญคุณราฟา เบนิเตซ ริค แพร์รี่ และเดวิด มัวร์ส ที่ให้โอกาสกลับคืนสู่ "บ้าน" อีกครั้ง
ทว่าเรื่องราวทุกเรื่องมีบทแรกก็ต้องมีบทสุดท้าย
นักฟุตบอลทุกคนย่อมมีเกิดและดับ
แต่มีอยู่สองสิ่งที่คงอยู่ หนึ่งคือสโมสรฟุตบอลคือสิ่งที่จะอยู่สืบทอดเจตนารมณ์กันต่อไป จากรุ่นสู่รุ่น
และ "ตำนาน" หรือเรื่องราวที่จะถูกขับขานไปตลอดกาล
ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ คือหนึ่งในตำนานของลิเวอร์พูล ..


- ตัวอย่างคอลัมน์ผมในคิกออฟฉบับวันนี้ครับ สนใจหาดูได้ตามแผงนะ ^^" -

Comment

Comment:

Tweet


ฟาวเลอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งวีรบุรุษสำหรับผม ผู้ประกาศตัวเป็นเดอค็อป 90's ครับ

#10 by ประทีป จิตติ (203.156.23.37) At 2007-05-31 19:33,
เข้ามาหลายวันก่อน แต่ไม่มีเวลาอ่าน
ตั้งใจอ่านหลายทีแล้ว แต่ไม่เคนสำเร็จ
วันนี้ก็แค่แว๊บๆๆมา แต่ไหงอ่านจบซะงั้น
อ่านไปขนลุกไป หรือว่า...จะมีพลังงานอื่นอยู่ใกล้ๆๆ ๕๕๕ เฮ้ยไม่ใช่
หาซื้อไม่ทัน ไม่ว่ากันน่ะคะ
#9 by sunrise At 2007-05-20 16:15,
ใครจะมายิงผีเล่า!!!! จิงมะเพื่อนเลิฟ
#8 by J@y (124.121.164.77) At 2007-05-19 00:41,
ผมเกลียดคำว่าสูญเสีย เปลี่ยนไป กับคำว่า ลาจากที่สุด
แต่รู้ไหม นั้นแหละคือสิ่งที่ขัดขวางไม่ได้ มันคือสิ่งที่พระเจ้าปรารถนา
เพื่อให้เราได้เรียนรู้ และรู้จักจดจำในทุกสิ่งที่เราเคยมีกันมา
แม้เราจะขัดขวางมันเท่าไร มันก็คงทำไม่ได้ T-T

เราจะไม่มีวันลืมนายเลย "GOD" ของพวกเรา
#7 by Kakarott (203.113.57.40) At 2007-05-17 12:13,
"อำลา" แค่คำสั้นๆๆ..แต่มันไม่อาจพลั้งพลูออกจากปากได้

ปล.อยากให้ลงของดูเด็กมั่งคะ
#6 by pkop (203.150.123.65) At 2007-05-17 11:22,
ขออนุญาตตอบไล่ความเห็นทั้ง 4 ก่อน

#1 คุณ :) (?) <<--มีแบบนี้ด้วยแปลว่าแอบฉุนจริง ? อิๆ

เรื่องที่โดนแทนที่นั้นไม่ใช่ความผิดใครครับ เป็นความผิดผมเองที่ดันลืมสนิทว่าพรีเมียร์ชิพนัดสุดท้ายเตะกันวันอาทิตย์ (ความจริงคือผมเป็นพวกหลงวันหลงเวลามานานแล้ว) .. และที่จริงก็ได้ยินเสียงคนที่รออ่านแอบบ่นมาเยอะเหมือนกันว่าซื้อคิกออฟวันนี้ดันไม่มี Red แหะๆ ...... ขออภัยอย่างแรงครับ ^^"

แต่หวังว่าฉบับวันนี้จะถูกใจบ้างไม่มากก็น้อยนะ (ตั้งใจทำนะเนี่ย ต้องยกเครดิตให้พี่อุ ฝ่ายศิลป์คนเก่งที่ช่วยจัดหน้าให้อย่างยากลำบาก เพราะการจัดรูปกว่า 40 ภาพให้สวยงามไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ!)

#2
ผมก็เช่นกันกับคุณครับ แม้ว่าจะปักใจเชียร์ "หงส์แดง" มาตั้งแต่ ป.3 แต่เด็กขนาดนั้นจะไปสนใจอะไรมากนอกจากรู้จักรัช บาร์นส เบียร์โด้ ดัลกลิช โมลบี้

ผมมาสถาปนาตัวเองเป็นเดอะค็อปสุดลิ่มทิ่มประตูเอาตอนสมัย ม.1 และเติบโตมาพร้อมๆกับเจ้าหนูเบอร์ 23 กับเจ้าเก้งก้างเบอร์ 17 เหมือนกัน (23-ฟาวเลอร์ ,17-แม็คมานามาน)

ความลับในอดีตคือ...สมัยนั้นซึ่งเป็นช่วงที่ผมเริ่มสนใจฟุตบอล เตะบอลอย่างจริงจังด้วย (ไม่นับการตามบอลต่างประเทศ) "ต้นแบบ" ของผมคือแม็คก้า ที่ผมพยายามเลียนแบบทุกท่วงท่า ทั้งสเต็ปเท้า การกางมือกางไม้

ส่วนฟาวเลอร์ ผมถูกใจกับปลาสเตอร์ช่วยหายใจมาก .. ตอนแรกไม่รู้หรอกก็ไปเอาพลาสเตอร์มาแปะ เพื่อนก็หาว่าบ้า ผมบอกเฮ้ยแปะแล้วช่วยให้เก่งขึ้นนะเว้ย 55 แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ที่ร้านขายยาแถวบ้านก็มีปลาสเตอร์ช่วยหายใจของแท้ยี่ห้อ 3M มาขายจริงๆ กล่องนึงแพงมากเป็นร้อยบาท แต่ผมก็ซื้อมาแปะ

เรื่องตลกคือแปะแล้วผมไม่เห็นว่ามันจะช่วยอะไรได้เท่าไหร่ แต่ใครถามผมก็บอกเฮ้ย เจ๋ง หายใจคล่องจริง (ตามประสาเด็กๆ เดี๋ยวเสียฟอร์ม)

และทุกวันนี้ ผมก็ยังมีรอยปลาสเตอร์ที่จมูกอยู่เลยครับ สีจมูกตรงส่วนที่แปะมันจะอ่อนกว่าตรงอื่นนิดนึง

#3

ขอบคุณมากแป้งจิที่อุดหนุน หวังว่าคงถูกใจนะ

#4
เพียงฟ้า แอบมาในชื่อใหม่ทำเอางงไปหลายวินาที!

อ่านข้อความของฟ้าแล้วรู้สึกดีเหมือนเดิม :) .... แอบคิดถึงข้อเท็จจริงบางส่วนในเรื่องของฟาวเลอร์ ที่บางคนอาจจะไม่รู้และคิดไม่ถึง (และดันลืมเขียนซะงั้น)

เรื่องนั้นคือ ตลอดมาที่ทุกคนคิดเอาเองว่าฟาวเลอร์ไม่มีวันได้กลับมาแอนฟิลด์แล้ว เราก็เหมาว่าเขาเองก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน เพราะมันแทบจะไม่มีหวังเลย

แต่มีอยู่ 2 คนที่ไม่เคยละความหวังแม้แต่วินาทีเดียว

หนึ่งคือ บ็อบบี้ ฟาวเลอร์
และสองคือ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์

(บ็อบบี้ = ชื่อเล่นของพ่อฟาวเลอร์)

ฟาวเลอร์บอกว่าเขายังหวังที่จะได้กลับไปแอนฟิลด์เสมอ แม้ว่ามันจะเลือนรางก็ตาม

และโชคดีที่ "ศรัทธา" ของเขาได้รับผลตอบแทนด้วยการกลับคืนสู่เหย้าจริงๆ

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของคนซึ่งไม่เคยละความหวัง และเมื่อได้กลับมาแล้วเขาก็พยายามทุ่มเทอย่างเต็มที่ และรอคอยโอกาสที่ตัวเองจะได้ลงสนามอย่างเจียมตัว ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปถึงวันที่เขาเคยเป็น "หมายเลขหนึ่ง" แล้วมันไม่ง่ายเลยที่จะต้องมาอดทนเฝ้ารอโอกาสแบบนี้

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เป็นบุคคลตัวอย่างที่น่ายกย่องมาก

อีกเรื่องที่ดันลืมเขียนหน้าตาเฉยคือ เรื่องการให้กำลังใจกับคนเมืองลิเวอร์พูล ที่โดนลอยแพจากงานกันเป็นร้อยเป็นพันคน ฟาวเลอร์ ซึ่งเกิดในย่านท็อกซ์เท็ธ (Toxteth - ที่เป็นย่านไม่ค่อยดีนักในสายตาคนนอก ส่วนคนในอย่างเขายืนยันว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรซะหน่อย) และมีความผูกพันกับชนชั้นแรงงานมาโดยตลอด ก็เลยโชว์เสื้อยืดที่มีข้อความสนับสนุนแรงงานเหล่านั้นที่โดนลอยแพ (ซึ่งหลายคนก็คือแฟนบอลนั่นเอง) การแสดงออกนี้เป็นการทำให้เห็นว่าฟาวเลอร์ ไม่เคยลืม "รากเหง้า" ของตัวเอง

นี่เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้แฟนบอลรักเขาสุดหัวใจ

เรื่องที่ลืมๆไปนี่สำคัญทั้งนั้นเลยฟ้า .. น่าเตะจริงๆ สงสัยต้องเอาแก้ตัวอีกที แหะๆ

ว่าแต่สบายดีนะ ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน เหงาชะมัดเลย ........
#5 by leciel At 2007-05-15 17:46,
การรอคอยที่มีความหวังดีกว่าการอยู่โดยที่ไม่หวังอะไรเลย..
ยามเมื่อท้อถอยและหมดกำลังใจ..เพียงแค่..คำๆๆนี้...คิดอะไรมากพรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว..
ทุกๆๆวันที่ผ่านไปแสงอาทิตย์ที่เริ่มขึ้นบนท้องฟ้า ไม่ว่าจะมุมไหนของโลก
จะเป็นสีส้มและค่อยกลืนหายไปบนท้องฟ้า
แสงอาทิตย์ในยามเช้าและแสงอาทิตย์ในยามค่ำ ให้ความรู้สึกที่ต่างกันไหม..
แสงอาทิตย์ในยามรุ่งอรุณคือ แสงแห่งการเริ่มต้น...
บางคนคือแสงแห่งความหวัง
สำหรับฟ้าแล้วมีนคือสัญญาณว่า วันนี้ แก่ขึ้นอีก 1 วันแล้วค่ะ...

แม้ว่า พระอาทิตย์จะขึ้น จะตก ซักกี่วัน แต่ความทรงจำบางอย่างมันก็ไม่ได้เลือนไปกับแสงตะวัน
แต่ ความทรงจำบางอย่างก็จะลืมง่ายๆๆเหมือนกัน อย่างเช่นว่า
แฮรี่ พ๊อตเตอร์ ที่อ่าน จบไปแล้วกี่เล่ม น๊าาาาาาา.. ???

พระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน คงเหมือน กับการจากลาของวันนี้ไปอีก 1 วัน
คงไม่มีใคร หนีกาลเวลาไปได้..
ไม่ว่าวันนี้..เราจะยืนอยู่ที่ไหน....
คงไม่มีใครอยากจากลาไปไหนถ้าที่ตรงนั้นมีแต่ความสุขและความทรงจำที่ดี
การจากไปอาจทำให้บางครั้งเจ็บปวด
แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา..

การจากลาของ ฟาวเล่อร์ผู้ชายที่เจอครั้งแรก...เค้าไปเสริมจมูกมาหรือเปล่าเนี่ย
ดูดิ แปะพาสเตอร์ตรงจมูก ด้วยอ่ะ..
ทำไมแผลไม่หายซักที จนวันหนึ่ง เลยถามพี่ชาย พี่บอกว่า
เค้าแปะให้ช่วยหายใจ ตะหาก...เฮ้อ..ผู้หญิงดูบอล..(ไม่ชอบคำนี้เลยอ่ะ)

ทำไม ถึงเรียก ฟาวเล่อร์ว่า God..เป็นคนดีกว่ามั้ง..
เพื่อนก็บอกอีกว่า..เคยดู ฟาวเล่อร์ เตะบอลป่ะ...

ยอมรับว่าไม่ค่อยรู้จัก ฟาวเล่อร์ดีเท่าไหร่ เพราะเริ่ม เชียร์แบบจริงจังตอน
โอเว่น+เจอร์ราด..

แต่ที่ประทับใจกับฟาวเล่อร์ นั่นคือ The Kop ทุกคนรักเค้ามากมาย
แค่วันที่ ทีมรัก ยิงลูกโทษ และ ฟาวเล่อร์ ไม่ได้ยิงลูกสุดท้าย
หลายๆๆคน ยังเสียดายที่ไม่ได้เห็นเค้ายิง..

ไม่ว่าวันนี้ ฟาวเล่อร์ อาจจะอำลา Anfield ไปแล้ว แน่นอนว่า
ความทรงจำ ของ The Kop ทั่วทุกมุมโลก จะต้อง มีเค้า อยู่ใคนความทรงจำไม่มีลืมเลือน.....
#4 by marcher en ciel (202.228.229.74) At 2007-05-15 15:22,
รักฟาวเลอร์มากค่ะ ตอนเริ่มรุจักหงส์ใหม่ๆก้อรุจักแต่โอเว่นกะฟาวเลอร์
ความประทับใจกับเกมที่หยุดหัวใจเราได้ตลอดกับฮีโร่ของเรา จะอยู่ในความทรงจำเราตลอดปาย...
..ซื้อคิกออฟวันนี้ดีใจจังที่มีred alert^^
#3 by eun-hye At 2007-05-15 12:59,
ผมชอบลิเวอร์พูลพร้อมๆกับการแจ้งเกิดของดาวยิงหมายเลข 23 และการประสานงานกับหมายเลข 17 ไม่ว่าเวลาจะแปลงเปลี่ยนไปเนิ่นนานขนาดไหน ในวันที่หมายเลข 23 เปลี่ยนเป็น 9-11-9 การรับชมภาพฮีโร่ยังรู้สึกดีทุกครั้ง ผมไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นเด็กที่ชอบลิเวอร์พูลอยู่ตอนนี้หมายเลข 23 ของเขาอาจเป็นคนละคน หรือแปรเป็นหมายเลข 8 ก็ได้ ผมไม่รู้ว่าใครคนอื่นเขาคิดอะไร อย่างไร แต่เท่าที่รู้ผมรักลิเวอร์พูลจากหมายเลข 23 คนนี้ ที่เพิ่งเอ่ยคำล่ำลา
!!!

ซี้อคิกออฟมาวันนี้(เมื่อวานจันทร์)Red Alertถูกแทนที่โดยรูปฉลองแชมป์ไอ้ผีซะงั้นอ่ะ้
เจ็บใจๆ
#1 by :) (?) (58.9.169.221) At 2007-05-15 06:02,

ลูกแม่กิ่ง
View full profile