ตัดตอนจากคอลัมน์ Red Alert
หนังสือพิมพ์กีฬารายวันคิกออฟ (15 พ.ค.50)

- 'God' bye .. Fowler :) -
ผมเกลียดการกล่าวคำล่ำลา ..
กับความรู้สึกที่คล้ายกับมีใครเอามาสอดเข้ามาในตัวเราและค่อยๆบีบหัวใจจนรู้สึกจุก แน่นไปถึงลำคอ ไม่สามารถเอ่ยคำใดๆได้ แม้เพียงการหายใจเฉยๆก็ยังลำบาก
ซ้ำร้ายกว่าคือน้ำในตาที่เริ่มซึมใกล้จะเอ่อล้น ยิ่งพยายามจะเก็บกลั้นมันไว้เท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงความผิดปกติได้มากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งปิดบังยิ่งเปิดเผย - รอยรื้นที่ดวงตามันบอก
ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ผมไม่ค่อยอยากเอ่ยคำล่ำลากับใคร
อย่างไรก็ดีในชีวิตมนุษย์ - การพบพานย่อมมีปลายทางที่การลาจากเสมอ
และเราควรที่จะเตรียมหัวใจไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อรอวันนั้น
ในวันที่มีข่าวการกลับคืนสู่บ้านเก่าที่ลิเวอร์พูลของร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค. ปีกลาย - นั่นเป็นหนึ่งวันที่ผมมีความสุขมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ผมรู้สึกคล้ายเหมือนกับได้พบกับเพื่อนสนิทที่จากไปนานและไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกครั้ง
ทั้งที่ในความจริงเรื่องราวของเขาก็อยู่ไม่ไกลกว่าหางตาของผมตลอดมา|
ผมรับรู้ว่าเพื่อนคนนี้ลำบากมากเพียงใด เพราะนับตั้งแต่ถูกผลักไสให้ไปอยู่บ้านอื่นทั้งที่ไม่เต็มใจและไม่รู้ตัว ชีวิตที่ควรจะรุ่งโรจน์กว่านี้สำหรับเขาก็กลายเป็นเพียงชีวิตที่เหลือแค่ชีวิต
มันเป็นชีวิตที่ไม่มีชีวา เป็นเพียงร่างกายที่ตายด้าน จิตและใจเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่
ขอบคุณ "พระเจ้า" ที่ทำให้ฟาวเลอร์ ได้กลับมามีชีวิตใหม่ที่แอนฟิลด์อีกครั้ง
แม้ว่ามันจะเป็นเวลาเพียงแค่ราวหนึ่งปีครึ่งก็ตาม
แต่ก็เป็นหนึ่งปีครึ่งที่ดีและมีความสุข และจะมากหรือน้อยผมก็ยังมีโอกาสได้ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นชื่อของร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ในทีมชีทของราฟา ไม่ว่าเขาจะได้ลงสนามแค่หกนาทีหรือเต็มเก้าสิบนาที
หรือแม้แต่เพียงได้เก็บภาพการซ้อมของเพื่อนเก่าที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายเลือดใหม่ๆก็ทำให้รู้สึกดีแล้ว
ขณะที่สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด และเจมี่ คาร์ราเกอร์ อาจจะเป็นสองผู้นำของทีมในชุดปัจจุบัน
ทว่าในความรู้สึกของค็อปไพท์ส่วนใหญ่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์คือ "เบอร์หนึ่ง" ของทุกคน ซึ่งผมเองก็ไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ว่าทำไมฟาวเลอร์ ถึงดูยิ่งใหญ่กว่าแม้ในยามที่สังขารเริ่มร่วงโรยไปมากแล้วก็ตาม
แต่เรื่องบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ "เหตุผล" มาตีความ ..
ณ เข็มนาฬิกาเดินไป - การล่ำลาร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่แฟนๆต้องการจะทำให้เป็นการอำลาสนามแอนฟิลด์ที่ตรึงใจที่สุดด้วยการยกให้เป็น "วันของฟาวเลอร์" จบไปแล้ว - และไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้เท่าไหร่
เช่นกันกับเจอร์ซี่ย์ ดูเด็ค ที่เตรียม "40,000 คำลา" ให้แฟนๆก็ลาจากไม่สวยงามดังภาพฝันเพราะอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าจนลงสนามไม่ได้
หลายคนบ่นด้วยความเสียดาย (รวมทั้งผมเอง) กับโชคชะตาที่เล่นตลกกับฟาวเลอร์และดูเด็คแม้ในวันสุดท้ายที่แอนฟิลด์
แต่ถ้ามองย้อนลงไปให้ลึกกว่าความผิดหวังที่ฉาบอยู่บนผิวหน้า
ผมย้อนคิดถึงข้อความที่เขียนไว้ในพื้นที่ตรงนี้เพื่อต้อนรับการกลับมาของ Prodigal son อย่างฟาวเลอร์
ครั้งนั้นผมเขียนเอาไว้ว่า การกลับมาของเขาครั้งนี้ไม่มีเหตุผลอะไรมากมาย
ตลอดชีวิตที่ทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลวในสีเสื้อแดงเพลิง อยู่หนึ่งสิ่งที่ฟาวเลอร์ต้องการที่สุดมากกว่าการทำสถิติก้าวผ่านทำเนียบดาวยิงตลอดกาลของเคนนี่ ดัลกลิช, การได้มีส่วนร่วมกับบรรยากาศฉลองแชมป์เอฟเอ คัพ, เกมที่ยิ่งใหญ่ในค่ำคืน European Night ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (โดยเฉพาะกับเชลซี) และโอกาสจะได้สัมผัสแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ที่เอเธนส์
สิ่งนั้นคือการกล่าวคำลากับทุกคนที่รักเขาอย่างสมบูรณ์ หลังจากโดน "ขับไส" ด้วยน้ำมือ "ใครบางคน" เมื่อปี 2001
บาดแผลในใจที่ตรึงชีวิตเขาให้หยุดนิ่งไปเกือบ 5 ปี
ดังนั้นแม้ฟาวเลอร์ จะไม่ได้ทำประตูสุดท้ายต่อหน้าเดอะ ค็อป เพื่อเป็นการบอกลาที่สมบูรณ์แบบเหมือนในนิทาน
แต่มันก็เป็นเพียงเรื่องที่น่า "เสียดาย"
เพราะเพียงการได้เดินไปรอบสนามเพื่อโบกมือลา กล่าวขอบคุณแฟนๆก็ดีเพียงพอและไม่มีอะไรต้อง "เสียใจ" อีกต่อไป
ในฐานะของกองเชียร์คนหนึ่งที่เกิดและเติบโตมาพร้อมๆกับฟาวเลอร์ (และคาดหวังจะตายที่เมอร์ซี่ย์ไซด์พร้อมกันถ้าเป็นไปได้) ผมรู้สึกตื้นตันใจตลอดระยะเวลา 1 ปีเศษที่เขาได้กลับคืนสู่แอนฟิลด์อีกครั้ง
เช่นเดียวกับตัวของฟาวเลอร์ ที่เป็นหนี้บุญคุณราฟา เบนิเตซ ริค แพร์รี่ และเดวิด มัวร์ส ที่ให้โอกาสกลับคืนสู่ "บ้าน" อีกครั้ง
ทว่าเรื่องราวทุกเรื่องมีบทแรกก็ต้องมีบทสุดท้าย
นักฟุตบอลทุกคนย่อมมีเกิดและดับ
แต่มีอยู่สองสิ่งที่คงอยู่ หนึ่งคือสโมสรฟุตบอลคือสิ่งที่จะอยู่สืบทอดเจตนารมณ์กันต่อไป จากรุ่นสู่รุ่น
และ "ตำนาน" หรือเรื่องราวที่จะถูกขับขานไปตลอดกาล
ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ คือหนึ่งในตำนานของลิเวอร์พูล ..

- ตัวอย่างคอลัมน์ผมในคิกออฟฉบับวันนี้ครับ สนใจหาดูได้ตามแผงนะ ^^" -